สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยสรุป ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย ประจำสัปดาห์ 20-24 ก.ค. 2563 ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ มีมูลค่ารวม 427,728.97 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 85,545.79 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 6%

หมายเหตุ ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ ดอกเบี้ย อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ และจะได้รับเงินต้นคืน เมื่อครบกำหนด

ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของ ตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 65% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 277,280 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (state Agency Bond) ซึ่งส่วน ใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)

ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 99,065 ล้านบาท และ หุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 16,223 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23% และ 4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ

สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB24DB (อายุ 4.4 ปี) LB21DA (อายุ 1.4 ปี) และ LB29DA (อายุ 9.4 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายใน แต่ละรุ่นเท่ากับ 24,179 ล้านบาท 9,470 ล้านบาท และ 8,947 ล้านบาท ตามลำดับ

ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) รุ่น BAY211A(AAA(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 1,260 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รุ่น TRUE217B (BBB+) มูลค่าการซื้อขาย 1,203 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รุ่น LHFG216A (Non-Rated) มูลค่าการซื้อขาย 978 ล้านบาท

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพันธบัตรปรับลดลงเล็กน้อย ด้านปัจจัยต่างประเทศ ด้านปัจจัยต่างประเทศ สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์อยู่ที่ระดับ 1.416 ล้านราย สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.3 ล้านราย ขณะที่ญี่ปุ่นรายงานตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 0.1% (YoY) เท่ากับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ตลาดติดตามการ ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า

สัปดาห์ที่ผ่านมา(20 ก.ค. 63 – 24 ก.ค. 63) มีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ +1,318 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น(ST) (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) -3,428 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (LT) (อายุมากกว่า 1 ปี) +4,746 ล้านบาท และไม่มีตราสารหนี้ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติหมดอายุ

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวตราสารหนี้ที่แนะนำว่าน่าลงทุน

  • ลงทุนสั้นก็ได้หรือลงทุนยาวก็ถือว่าดี ตราสารหนี้มีอายุตั้งแต่ 1 วัน จนถึง 20 ปี ระดับความเสี่ยงหลากหลาย
  • เป็นแหล่งรายได้ประจำ เมื่อลงทุนแล้วจะได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดๆ ตามที่ระบุไว้ในหน้าตั๋ว เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้แน่นอน สม่ำเสมอ
  • ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก พันธบัตรรัฐมีความเสี่ยงต่ำ แต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไปรวมไปถึงเรื่องของ เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง ถึงแม้จะไม่เกี่ยวกันสักเท่าไหร่นักแต่ต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม
  • ลำดับสิทธิสูงกว่าหุ้นสามัญ ผู้ลงทุนในตราสารหนี้มีฐานะเป็น เจ้าหนี้ ขณะที่ผู้ลงทุนในหุ้นมีฐานะเป็น เจ้าของ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับเงินคืนก่อนเจ้าของเสมอ
  • กระจ่ายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ราคาและผลตอบแทนจากตราสารหนี้ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้น จึงช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนโดยรวม เป็นอย่างดี
  • ขายก่อนครบกำหนดได้ สามารถขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดได้ ซึ่งสภาพคล่องในการซื้อขายอาจแตกต่างกันไปตามปริมาณ และประเภทของตราสารหนี้นั้นๆ
  • หากตราสารหนี้ยังไม่ตอบโจทย์มาลงทุนทำธุรกิจของคุณเราขอแนะนำวิธีเล่นเกมสล็อตให้ได้เงินต้อง Game Of Thrones Slot ถือเป็นเกมที่ลงทุนต่ำความเสี่ยงน้อย แต่ต้องใช้เรื่องของดวงเข้ามาเกี่ยวข้องบวกกับจังหวะการเล่น