4 ขั้นตอน การออมแบบสม่ำเสมอ

4 ขั้นตอน การออมแบบสม่ำเสมอ

ความลับของการบรรลุเป้าหมายชีวิตในทุกช่วงวัยอยู่ที่ การเริ่มต้นวางแผน การออม และลงทุนให้เร็ว ถึงแม้ว่า เป้าหมายทั้งหมด อาจต้องใช้เงินจำนวนมากเกินกว่าที่เราจะลงแรงหาได้เองในปัจจุบันและอนาคต ก็ยังมีการลงทุนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ให้เงินช่วยทำงานอีกแรง โดยเฉพาะกับ เงินก้อนเล็กก้อนน้อยที่หลายๆ คนอาจมองข้าม บวกกับ วินัยการออม อย่างสม่ำเสมอ และ ต่อยอดด้วย ผลตอบแทนทบต้นโดยอัตโนมัติ ในท้ายที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นเงินออมก้อนใหญ่ และทำให้ฝันของเราเป็นจริงขึ้นมาได้ ขั้นตอนที่ 1 ออกแบบแผนการออม 3 พลังเพิ่มค่าเงินออม พลังเงินต้น จำนวนเงินออมในแต่ละงวด ยิ่งเยอะยิ่งดี คิดแบบง่ายๆ ถ้าคุณต้องการ ออมเงิน 4,000,000 บาท เพื่อเป้าหมาย เกษียณสุขในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยออมเงินในธนาคารหรือลงทุนในกองทุน รวมตลาดเงินหรือกองทุนรวมตราสารหนี้ที่ ให้ผลตอบแทนประมาณ 2% ต่อปี… โดย คุณตั้งใจว่าจะออมเดือนละ 1,000 บาท เมื่อ ถึงวันที่เกษียณอายุ คุณจะมีเงินออม ประมาณ 490,000 บาท แต่ถ้าเพิ่มเงินออม เป็นเดือนละ 5,000 บาท ณ วันที่เกษียณ อายุ คุณก็จะมีเงินออมเพิ่มเป็น 2,400,000 บาทในกระเป๋า เข้าใกล้เป้าหมายเกษียณสุข ได้มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ หรือถ้าจะให้ดีสุดๆ หากคุณสามารถสร้างรายได้เพิ่มจนออมได้ เดือนละ 10,000 บาท ในวันที่ คุณเกษียณ ก็จะมีเงินออมเกือบ 5,000,000 บาท!!!ให้ใช้ไปสบายๆ ตลอดชีวิต พลังระยะเวลา ระยะเวลาที่สามารถออม ต่อเนื่อง ยิ่งนานยิ่งดี เคยเป็นมั้ย… เงิน 1,000 บาท ใช้แป๊ปเดียวก็หมดแล้ว แต่ถ้าคุณไม่ใช้ แถมยังฝากธนาคารทุกเดือนอย่าง สม่ำเสมอ โดยได้รับดอกเบี้ย 2% ต่อปี… ภายใน 1 ปี คุณจะมี เงินออมถึง 12,240 บาท และหากคุณ ออมต่อไปเรื่อยๆ อีกเพียง 10 ปี คุณจะมีเงิน กว่า 130,000 บาท แล้วยิ่งคุณออมต่อเนื่องได้ถึง 30 ปี คุณก็จะมีเงินออมเกือบ 500,000 บาท โดยไม่ทันรู้ตัว! พลังอัตราผลตอบแทน อัตราเฉลี่ยต่อปีที่ได้รับ ยิ่งมากยิ่งดี ใครๆ ก็อยากมีเงินออมเยอะๆ แต่ด้วย ข้อจำกัดของแต่ละคน ที่มีเงินเหลือไม่มากพอ อีกทั้งบางคน พึ่งมาคิดได้ว่าต้องออม ก็ตอนที่อายุมากแล้ว จึงไม่ได้มีระยะเวลาที่ ยาวนานมาก ขนาดที่จะสร้างพลังเงินต้นให้เติบโตได้ดั่งใจ ดังนั้น ตัวช่วยสุดท้ายก็คือ อัตราผลตอบแทนจากการออมและการลงทุน ที่จะช่วยตอบโจทย์ในการสร้างเงินก้อนโตได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ถ้าเหลือเงินออมเพียง 1,000 บาทต่อเดือน ฝากธนาคารทุกเดือนอย่างสม่ำเสมอ โดยได้รับดอกเบี้ย 2% ต่อปี…ในอีก 30 ปีข้างหน้า คุณจะมีเงินเกือบ 490,000 บาท แต่ถ้าเปลี่ยนมาลงทุนในทางเลือกอื่นที่ให้ได้ผลตอบแทน 5% ต่อปี เงินจะโตขึ้นมา เกือบเท่าตัว หรือราวๆ 800,000 บาท ยิ่งถ้าลงทุนในทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนอย่างน้อย 10% ต่อปีแล้ว เงินก็จะยิ่งเติบโตมากขึ้น เป็นเกือบ 2,000,000 บาท! นั่นเป็นเพราะความมหัศจรรย์ของ “อัตราดอกเบี้ยทบต้น” ที่แม้จะไม่ได้ออมเงินเพิ่มขึ้น แต่ดอกเบี้ยทบต้น ก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างเสมอต้นเสมอปลายตลอดมา ดังนั้น...
Read More
มาทำความรู้จักกับ B2B B2C B2G

มาทำความรู้จักกับ B2B B2C B2G

ใครหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า B2B , B2C และ B2G อยู่บ้าง เป็นแนวทางการลงทุน Business ที่หลายคนอาจพอเข้าใจความหมาย วันนี้เราอยากจะชวนทุกคนมาทำความรู้จักกันอีกครั้ง และพากันไปชวนคุยในเรื่องของความสำคัญในแง่ของการลงทุนด้วย B2B หมายถึง Business to Business ธุรกิจแบบ B2B เป็นตัวย่อของคำว่า Business-to-Business ผู้ประกอบการ ถึง ผู้ประกอบการ ธุรกิจแบบ B2B เป็นการทำธุรกิจระหว่างคนทำธุรกิจด้วยกัน โดยฝ่ายหนึ่งอยู่ในฐานะลูกค้า แต่การซื้อสินค้าจากธุรกิจอื่นนั้นไม่ได้เป็นไปเพื่อการบริโภคเอง แต่เป็นการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจของตัวเอง เป็นลักษณะธุรกิจต่อยอด การติดต่อซื้อขายเกิดกับเจ้าของธุรกิจทั้ง 2 ฝ่ายการซื้อสินค้าเป็นการซื้อไปเพื่อทำธุรกิจของตัวเอง เช่น ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตไปขายในร้านค้าปลีกของตัวเอง หรือซื้อสินค้าของธุรกิจหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบของธุรกิจตัวเองการซื้อขายระหว่างคู่ธุรกิจทั้งสองฝ่าย จะมีการทำเป็นเอกสารซื้อขายล่วงหน้าการขายส่งแบบ B2B สามารถผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการขายส่งแบบออนไลน์ก็ได้ ธุรกิจ B2B ใช้ประโยชน์จาก Online Marketing ได้อย่างไร เพราะปัจจุบันอะไรๆ ก็ออนไลน์ ดังนั้น หากธุรกิจ B2B จะอาศัยการติดต่อตกลงแบบออฟไลน์อย่างเดียวก็จะไม่ทันตลาดอื่นๆ หากเพิ่มระบบออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง เข้ามาเสริมจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของธุรกิจ และได้ความคล่องตัวในการติดต่อ นอกจากนั้นการนำระบบออนไลน์มาใช้ยัง สามารถติดตามข้อมูลแบบ update ได้ตลอดเวลา ทำให้ลดขั้นตอนการซื้อขายล่วงหน้าได้ ไม่ต้องเวียนไปติดต่อพูดคุยต่อหน้าหลายๆ รอบ กว่าจะตกลงกันได้ความน่าเชื่อถือที่เคยต้องใช้เวลานาน จะลัดขั้นตอนขึ้น เพราะข้อมูลย้อนหลัง หลักฐานต่างๆ ก็ยังคงค้างอยู่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ค ตลอดจนการสื่อสารกับธุรกิจอื่นๆ ที่อาจจะมีการติดต่อธุรกิจแบบ B2B ด้วยเช่นกันถ้าทำ Online Marketing ได้ดีจะตัดกำลังคู่แข่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะโลกออนไลน์มาคู่กับการ serch หาข้อมูล ถ้าพบธุรกิจของคุณเป็นอันดับ 1 โอกาสที่ธุรกิจที่กำลังค้นหาธุรกิจเดียวกันกับของคุณจะตัดสินใจเลือกคุณได้เร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลหลายๆ แห่งเหมือนธุรกิจที่เป็นออฟไลน์การใช้ออนไลน์ได้ประโยชน์ในการสร้างวัฒนธรรมขององค์กรให้ปรากฏต่อสาธารณะง่ายขึ้น และง่ายต่อการขยายธุรกิจแบบเน็ตเวิร์คด้วย สรุปว่า ธุรกิจแบบ B2B เป็นธุรกิจซื้อขายเหมือนกับธุรกิจ B2C ต่างแต่คู่ธุรกิจเปลี่ยนจากลูกค้าและเจ้าของธุรกิจเป็น เจ้าของธุรกิจกับเจ้าของธุรกิจ เท่านั้น แต่สำหรับการพึ่งพาอาศัยระบบออนไลน์เพื่อส่งเสริมธุรกิจนั้น สามารถเป็นประโยชน์กับทั้งสองรูปแบบธุรกิจ B2C หมายถึง Business to Customer ในระยะสั้น B2C เป็นเพียงคำย่อของคำว่า 'ธุรกิจกับผู้บริโภค' - และตามที่คุณอาจเดาได้ว่ามันหมายถึงธุรกรรมระหว่างธุรกิจและผู้ซื้อรายบุคคล แม้ว่าวลี B2C สามารถนำไปใช้กับการขายตรงไปยังผู้บริโภคชนิดใดก็ได้ แต่ตอนนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดสำหรับการซื้อขายออนไลน์และอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ ร้านค้าดิจิตอลเพิ่มขึ้นในความนิยมในช่วง '90s- ในความเป็นจริงช่วงคริสต์มาส '98 ได้รับการขนานนามว่า "e-tail Christmas" ในปีเดียวกันนั้นเองอเมซอนมีรายรับมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก! ตามเนื้อผ้า บริษัท ที่มีรูปแบบ B2C เป็นร้านค้าอิฐและปูน พวกเขาต้องการขายให้กับผู้บริโภคบนถนนสูงหรือในห้างสรรพสินค้าท้องถิ่น - อาจจะเป็นเสื้อผ้าของขวัญของเล่น ฯลฯ ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วในปี 2019 และไม่น่าแปลกใจที่การเพิ่มขึ้นของการขายออนไลน์ทำให้การทำงานของร้านอิฐและปูนทั่วไปเป็นไปอย่างราบรื่น ตอนนี้ผู้ซื้อถนนสูงมากขึ้นเลือกใช้เพื่อความสะดวกและประหยัดของผู้ค้าปลีกดิจิตอล ด้วยเหตุนี้ร้านค้าอิฐและปูนส่วนใหญ่จึงสร้างที่อยู่อาศัยแบบดิจิทัลเพื่อคงความเป็นอยู่ สำหรับผู้ซื้อจำนวนมากมันเป็นทางออกที่ดีเพราะพวกเขาสามารถได้รับประโยชน์จากรูปแบบธุรกิจเหล่านี้ในเวลาที่เหมาะสมกับพวกเขา เมื่อเราอ้างถึง B2C มีห้าประเภทธุรกิจที่แตกต่างกัน: 1. ผู้ขายตรง นี่อาจเป็นสิ่งที่คุณคุ้นเคยที่สุด โดยผู้ขายโดยตรงเราหมายถึงร้านค้าออนไลน์ที่ผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าได้ ไม่สำคัญว่าคุณจะติดต่อกับผู้ผลิตรายใหญ่ที่สร้างและขายผลิตภัณฑ์เช่น Apple หรือห้างสรรพสินค้าที่ขายผลิตภัณฑ์จากแบรนด์มากมายเช่น Debenhams, Target และ Fenwick 2. ตัวกลางออนไลน์ ตัวกลางออนไลน์เป็น 'คนกลาง' ที่ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายติดต่อกับคนอื่น อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วยตนเอง นี่คือตัวอย่างที่น่าสังเกตของตัวกลางออนไลน์: Etsyแอร์ BnBExpediaOnthebeach.comอีเบย์ เพียงเพื่อชื่อไม่กี่! 3. โฆษณาตาม โมเดลธุรกิจนี้ฟังดูซับซ้อนกว่าเล็กน้อย แต่ในความเป็นจริงมันค่อนข้างตรงไปตรงมา รูปแบบธุรกิจบนพื้นฐานของการโฆษณาหมายถึง บริษัท ต่างๆที่ใช้ประโยชน์จากปริมาณการใช้งานเว็บจำนวนมากเพื่อขายโฆษณาออนไลน์ โฆษณาเหล่านี้จะขายสินค้าหรือบริการแก่ผู้เข้าชม - ในบางกรณี; สิ่งนี้จะอยู่ภายใต้หมวดหมู่ของการตลาดแบบพันธมิตร โดยรวมแล้วรุ่นนี้ใช้ได้กับแบรนด์ที่สามารถให้ได้เท่านั้น เนื้อหาอันดับต้น ๆ ไปฟรี สิ่งนี้กระตุ้นให้ผู้คนมาจากทั่วอินเทอร์เน็ตเพื่อเข้าถึงสิ่งที่คุณเผยแพร่ จากนั้นขณะที่พวกเขาสำรวจแพลตฟอร์มดิจิทัลของคุณพวกเขาจะเข้าร่วมกับโฆษณา ตัวอย่างที่ดีที่สุดของ บริษัท ที่ใช้รูปแบบการโฆษณาบน B2C ประกอบด้วยช่องสื่อดิจิทัล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ไม่คิดค่าบริการการสมัครสมาชิกเพื่ออ่านบทความของพวกเขา): โพสต์ HuffingtonObserver.comการ์เดียน B2G - Business to Government Wordcloud Concept....
Read More
5 ข้อเล่นหุ้นยังไงให้ได้เงิน

5 ข้อเล่นหุ้นยังไงให้ได้เงิน

5 ข้อเล่นหุ้นยังไงให้ได้เงิน 5 ข้อเล่นหุ้นยังไงให้ได้เงิน ทุกครั้งเราอาจจะได้ยินคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง เพื่อนมิตรสนิท หลายๆท่าน เริ่มมีคนพูดกันว่า อยากจะทดลองเล่นหุ้นดูบ้าง เเต่ในใจของตัวผมเองนั้นก็อธิบายไม่ถูก เนื่องจากบางทีก็ดีใจที่มีคนให้ความสนใจ เเต่อีกทีก็รู้สึกหวั่นๆในจิตใจ เพราะการเล่นหุ้นคือการลงทุนที่มีความเสี่ยงในระดับนึ่ง เพราะสามารถที่จะเกิดการผันผวนขึ้นได้ มือใหม่บางคน ที่อยากเล่นพอมาเล่นเเล้วขาดทุน ก็ทำให้ไม่กล้ามาเล่นตลาดหุ้นกันอีกเลย หลายคนก็เกิดคำถามขึ้น ถ้าอยากจะเล่นหุ้นต้องมีอะไรบ้าง คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ต้องมี “เงิน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเงินที่เรามี นั่นคือ “ความรู้และความเข้าใจที่ถูกวิธีในการลงทุน” และจากประสบการณ์ลงทุนของตัวผมเอง ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวกับการขาดทุน (ติดดอย) และกำไร (ขายหมู) มานานหลายปี… ร่วมกับการได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับนักลงทุนหลายๆ ท่าน ทำให้ผมพบว่าแท้ที่จริงแล้ว การเล่นหุ้นให้ได้กำไรตลอดเวลานั้นเป็นไปได้! 1. รู้จักคำว่าหุ้นให้ดีเสียก่อน คำว่ารู้จักหุ้นให้ดีเสียก่อน ไม่ได้แปลว่าให้ไปทำความรู้จัก สวัสดีทักทายหุ้นที่เราต้องการลงทุนนะครับ แต่ให้รู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่างๆ บทวิเคราะห์ ข่าว ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ ถ้าถามว่ารู้แค่ไหนดี บอกตรงๆ ว่ารู้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ และเมื่อรู้เยอะแล้ว ต้อง “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง ข้อผิดพลาดใหญ่ๆ ที่มือใหม่เจอเสมอ นั่นคือ “หุ้นเพื่อนบอก” เพื่อนเรานี่แหละครับตัวดี บอกข่าวมาว่าหุ้นตัวนี้ดีๆๆ ให้เรารีบๆ ซื้อ แถมบอกราคาเป้าหมายไว้เสร็จสรรพ แต่ถ้าเราซื้อไปโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลอะไรเลย แต่รีบซื้อเพราะกลัวว่าจะ “ตกรถ” (หุ้นขึ้น แต่ไม่ได้ซื้อ) แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผ่านไปสักพัก เรากลับ “ติดดอย” แทน เพราะว่าเจ้าเพื่อนตัวดีมันไม่เคยบอกเลยว่า ราคาที่เหมาะจริงๆ ของหุ้นตัวนี้คือเท่าไรกันแน่ คำที่น่ากลัวอีกคำ คือ “วงใน” หรือ “เค้าว่ามา” รับประกันเลยว่า ถ้าข่าวหลุดมาถึง “มือใหม่” เมื่อไรแล้วล่ะก็ ข่าวนั้นคงไม่ใช่ “วงใน” แล้วเเน่นอน 2. รู้จักตัวคุณเองให้ดีพอ เราจะต้องรู้ก่อนว่า เรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนกันแน่ เพราะบางคนเล่นหุ้นเพราะหวังกำไรเยอะๆ แต่รับความเสี่ยงไม่ได้ ผลสุดท้ายต้องทรมานจิตใจแทน ดูเช้า ดูเย็น ดูทั้งวัน งานการไม่ได้ทำเพราะกลัว อันนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน อีกอย่างที่สำคัญ และต้องทบทวนตลอดเวลา นั่นคือ เป้าหมายที่เราต้องการในการลงทุน และถามตัวเองอยู่เสมอครับว่า วิธีการและสิ่งที่เราทำในการลงทุนนั้น มันทำให้เราเดินไปถึงเป้าหมายได้จริงๆ หรือเปล่า 3. ควรรักษาต้อนทุนก่อนจะได้หวังกำไร วิธีการลงทุนที่ดีที่สุด คือ “ไม่ขาดทุน” หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเล่นหุ้นแล้วไม่หวังกำไรจะเล่นไปทำไมใช่ไหมครับ แต่ความหวังที่อยากจะได้กำไรสูงๆ นั่นแหละครับ ทำให้เราทุกคนเกิดความโลภในการลงทุน จนบางครั้งมองข้ามสิ่งสำคัญหลายๆ อย่างไป ดังนั้นในการตัดสินใจซื้อหุ้นทุกครั้ง เราต้องถามตัวเองย้ำๆ ว่า เราจะลดความเสี่ยงในการขาดทุนให้ต่ำที่สุดได้อย่างไร อย่าลืม ศึกษาข้อมูลให้ดี ดูความเสี่ยงให้เหมาะสม ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ เพราะเราต้องถือหุ้นตัวนี้ไปอีกนานแสนนาน 4. เปลี่ยนจากการเล่น มาเป็นการลงทุน สิ่งแรกเราต้องเข้าใจว่า ความแตกต่างระหว่างของคำว่า “เล่นหุ้น” กับ “การลงทุนในหุ้น” นั่นคือ “เป้าหมาย“ ในการลงทุน เพราะคำว่า “เล่นหุ้น” นั้น มักจะหมายถึงการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นๆ ซึ่งต้องการกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น แต่ “การลงทุนในหุ้น” ต้องการความมั่นคงในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคต ดังนั้นสำหรับมือใหม่ทุกคน ขอแนะนำให้เริ่มต้นตั้งเป้าหมายที่การลงทุนระยะยาวเป็นลำดับแรก อย่าคิดที่จะซื้อขาย “เล่นๆ” เพื่อหวัง “เก็งกำไร” เพราะสุดท้ายแล้วมักจะจบลงที่ลุ้นกันจนตัว “เกร็ง” ทุกทีเลยเชียว 5....
Read More
ตลาดหลักทรัพย์คืออะไร?

ตลาดหลักทรัพย์คืออะไร?

ตลาดหลักทรัพย์ เป็นเหมือนกับสถานที่ที่นักลงทุนจะต้องทำความรู้จักให้ดี เนื่องจากมันจะเป็นสถานที่ที่นายหน้าซื้อขายหุ้น(โบรกเกอร์) และนักลงทุนสามารถซื้อ และขายหลักทรัพย์ เช่น หุ้นของทุน พันธบัตร และเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ นั่นเอง นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ ยังทำหน้าที่อะไรอีก จะมีจุดไหนที่นักลงทุนหน้าใหม่ต้องรู้บ้าง ไปติดตามกัน ตลาดหุ้นเป็นตลาดรองที่เจ้าของหุ้นปัจจุบันสามารถทำธุรกรรมกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่า บริษัท ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นไม่ได้ซื้อและขายหุ้นของตัวเองเป็นประจำ (บริษัท อาจมีส่วนร่วมในการซื้อคืนหุ้น หรือออกหุ้นใหม่ แต่ไม่ใช่การดำเนินการแบบวันต่อวัน และมักเกิดขึ้นนอกกรอบของการแลกเปลี่ยน) ดังนั้นเมื่อคุณซื้อหุ้นในตลาดหุ้นคุณไม่ได้ซื้อจาก บริษัท คุณกำลังซื้อจากผู้ถือหุ้นรายอื่นที่มีอยู่ ในทำนองเดียวกันเมื่อคุณขายหุ้นคุณจะไม่ขายคืนให้กับ บริษัท แต่คุณขายหุ้นให้กับนักลงทุนรายอื่น ตลาดหุ้นแรกปรากฏในยุโรปในศตวรรษที่ 16 และ 17 โดยส่วนใหญ่อยู่ในเมืองท่าหรือศูนย์กลางการค้าเช่นแอนต์เวิร์ปอัมสเตอร์ดัมและลอนดอน อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นในยุคแรก ๆ เหล่านี้คล้ายกับการแลกเปลี่ยนพันธบัตรมากกว่าเนื่องจากมี บริษัท จำนวนน้อยที่ไม่ได้ออกตราสารทุน ในความเป็นจริง บริษัท ในยุคแรก ๆ ส่วนใหญ่ถือเป็นองค์กรกึ่งสาธารณะเนื่องจากต้องได้รับการว่าจ้างจากรัฐบาลเพื่อดำเนินธุรกิจ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ตลาดหุ้นเริ่มปรากฏในอเมริกาโดยเฉพาะตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE)ซึ่งอนุญาตให้ซื้อขายหุ้นได้ เกียรติยศของตลาดหลักทรัพย์แห่งแรกในอเมริกาตกเป็นของPhiladelphia Stock Exchange (PHLX)ซึ่งยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน NYSE ก่อตั้งขึ้นในปี 1792 ด้วยการลงนามในข้อตกลง Buttonwood โดยนายหน้าและพ่อค้า 24 คนในนครนิวยอร์ก ก่อนที่จะมีการรวมตัวกันอย่างเป็นทางการนี้ผู้ค้าและนายหน้าจะพบกันอย่างไม่เป็นทางการภายใต้ต้นไม้ Buttonwood บน Wall Street เพื่อซื้อขายหุ้น การถือกำเนิดของตลาดหุ้นสมัยใหม่นำไปสู่ยุคแห่งการควบคุมและความเป็นมืออาชีพซึ่งปัจจุบันทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายหุ้นสามารถวางใจได้ว่าธุรกรรมของพวกเขาจะดำเนินไปในราคาที่ยุติธรรมและภายในระยะเวลาที่เหมาะสม ปัจจุบันมีตลาดหุ้นหลายแห่งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกซึ่งหลายแห่งเชื่อมโยงกันทางอิเล็กทรอนิกส์ นี้ในการเปิดตลาดวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและของเหลว นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนผ่านเคาน์เตอร์ที่มีการควบคุมอย่างหลวม ๆซึ่งบางครั้งเรียกว่ากระดานข่าวซึ่งใช้ตัวย่อ OTCBB หุ้น OTCBB มีแนวโน้มที่จะมีความเสี่ยงมากขึ้นเนื่องจากมีรายชื่อ บริษัท ที่ไม่ผ่านเกณฑ์การจดทะเบียนที่เข้มงวดมากขึ้นของการแลกเปลี่ยนที่ใหญ่กว่า ตัวอย่างเช่นการแลกเปลี่ยนขนาดใหญ่อาจกำหนดให้ บริษัท ต้องดำเนินการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะเข้าจดทะเบียนและเป็นไปตามเงื่อนไขบางประการเกี่ยวกับมูลค่าของ บริษัท และความสามารถในการทำกำไรในประเทศที่พัฒนาแล้วตลาดหุ้นส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่กำกับดูแลตนเอง (SRO)องค์กรพัฒนาเอกชนที่มีอำนาจในการสร้างและบังคับใช้กฎระเบียบและมาตรฐานอุตสาหกรรม ลำดับความสำคัญสำหรับตลาดหุ้นคือการปกป้องนักลงทุนผ่านการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ส่งเสริมจริยธรรมและความเท่าเทียมกัน ตัวอย่างเช่น SRO ในสหรัฐอเมริการวมถึงการแลกเปลี่ยนหุ้นของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับสมาคมแห่งชาติของผู้ค้าหลักทรัพย์ (NASD)และอำนาจควบคุมอุตสาหกรรมการเงิน (FINRA) วิธีกำหนดราคาหุ้น ราคาของหุ้นในตลาดหุ้นสามารถกำหนดได้หลายวิธี แต่วิธีที่พบบ่อยที่สุดคือผ่านกระบวนการประมูลที่ผู้ซื้อและผู้ขายเสนอราคาและเสนอซื้อหรือขาย การเสนอราคาคือราคาที่ใครบางคนต้องการซื้อและข้อเสนอ (หรือขอ ) คือราคาที่ใครบางคนต้องการขาย เมื่อการเสนอราคาและการถามตรงกันการซื้อขายจะเกิดขึ้น ตลาดโดยรวมประกอบด้วยนักลงทุนและผู้ค้าหลายล้านคนซึ่งอาจมีความคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับมูลค่าของหุ้นที่เฉพาะเจาะจงและราคาที่พวกเขาเต็มใจที่จะซื้อหรือขาย ธุรกรรมหลายพันรายการที่เกิดขึ้นเมื่อนักลงทุนและผู้ค้าเหล่านี้เปลี่ยนความตั้งใจไปสู่การกระทำโดยการซื้อและ / หรือขายหุ้นทำให้เกิดการหมุนวนแบบนาทีต่อนาทีตลอดทั้งวันซื้อขาย ตลาดหลักทรัพย์เป็นแพลตฟอร์มที่การซื้อขายดังกล่าวสามารถทำได้อย่างง่ายดายโดยจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายหุ้น สำหรับคนทั่วไปในการเข้าถึงการแลกเปลี่ยนเหล่านี้พวกเขาจะต้องมีนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ นายหน้าซื้อขายหุ้นรายนี้ทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย การเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ สามารถทำได้โดยการสร้างบัญชี ด้วยนายหน้าค้าปลีกที่มีชื่อเสียง อุปทานและอุปสงค์ของตลาดหุ้นตลาดหุ้นยังนำเสนอตัวอย่างที่น่าสนใจของ กฎหมายอุปสงค์และอุปทานในที่ทำงานแบบเรียลไทม์ สำหรับการซื้อขายหุ้นทุกครั้งจะต้องมีผู้ซื้อและผู้ขาย เนื่องจากกฎหมายที่ไม่เปลี่ยนรูปของอุปสงค์และอุปทานหากมีผู้ซื้อหุ้นเฉพาะมากกว่าจำนวนผู้ขายราคาหุ้นจะมีแนวโน้มสูงขึ้น ในทางกลับกันหากมีผู้ขายหุ้นมากกว่าผู้ซื้อราคาก็จะมีแนวโน้มลดลง ส่วนต่างราคาเสนอซื้อหรือราคาเสนอซื้อ - ความแตกต่างระหว่างราคาเสนอซื้อสำหรับหุ้นและราคาขอ หรือราคาเสนอ - แสดงถึงความแตกต่างระหว่างราคาสูงสุดที่ผู้ซื้อยินดีจ่ายหรือเสนอราคาสำหรับหุ้นและราคาต่ำสุดที่ ซึ่งผู้ขายเสนอขายหุ้น ธุรกรรมการค้าเกิดขึ้น เมื่อผู้ซื้อยอมรับราคาเสนอซื้อ หรือผู้ขายรับราคาประมูล หากผู้ซื้อมีจำนวนมากกว่าผู้ขายพวกเขาอาจยินดีที่จะเพิ่มราคาเสนอ เพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้น ดังนั้นผู้ขาย จะขอราคาที่สูงขึ้น เพื่อให้ราคาสูงขึ้น หากผู้ขายมีจำนวนมากกว่า ผู้ซื้อพวกเขาอาจยินดี ที่จะยอมรับข้อเสนอ ที่ต่ำกว่าสำหรับหุ้นในขณะที่ผู้ซื้อจะลดราคาเสนอลงด้วยเช่นกัน โดยบังคับให้ราคาลดลง จับคู่ผู้ซื้อกับผู้ขายตลาดหุ้นบางแห่งอาศัยผู้ค้ามืออาชีพเพื่อรักษาการเสนอราคาและข้อเสนออย่างต่อเนื่องเนื่องจากผู้ซื้อหรือผู้ขายที่มีแรงจูงใจอาจไม่พบกันและกันในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เหล่านี้เป็นที่รู้จักกันเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ผลิตในตลาด ตลาดสองด้านประกอบด้วยการเสนอราคาและข้อเสนอ และสเปรดคือความแตกต่างของราคาระหว่างราคาเสนอและข้อเสนอ ยิ่งส่วนต่างราคาแคบลง และขนาดของราคาเสนอและข้อเสนอที่กว้างขึ้น (จำนวนหุ้นในแต่ละด้าน) ก็จะทำให้สภาพคล่องของหุ้นมีมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นหากมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมากในราคาที่สูงขึ้นและต่ำลงตามลำดับแสดงว่าตลาดมีความลึกที่ดี. ตลาดหุ้นที่มีคุณภาพสูงโดยทั่วไปมักจะมีสเปรดเสนอราคาต่ำสภาพคล่องสูงและมีความลึกที่ดี เช่นเดียวกันหุ้นแต่ละตัวที่มีคุณภาพสูง บริษัท ขนาดใหญ่มักจะมีลักษณะเดียวกัน การจับคู่ผู้ซื้อ และผู้ขายหุ้นในการแลกเปลี่ยนในตอนแรกทำได้ด้วยตนเอง แต่ตอนนี้มีการดำเนินการมากขึ้นผ่านระบบการซื้อขายคอมพิวเตอร์ คู่มือวิธีการของการซื้อขายอยู่บนพื้นฐานของระบบที่เรียกว่า " เปิดโวย " ซึ่งผู้ค้าที่ใช้การสื่อสารทางวาจาและสัญญาณมือการซื้อและขายขนาดใหญ่บล็อกของหุ้นใน " การซื้อขายหลุม " หรือชั้นของการแลกเปลี่ยน อย่างไรก็ตามระบบโวยวายแบบเปิดถูกแทนที่ด้วยระบบการซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์ในการแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่ ระบบเหล่านี้สามารถจับคู่ผู้ซื้อและผู้ขายที่ไกลมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและเร็วกว่ามนุษย์สามารถส่งผลในผลประโยชน์ที่สำคัญเช่นค่าใช้จ่ายซื้อขายที่ลดลงและการค้าได้เร็วขึ้นการดำเนินการ ประโยชน์ของการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้เป้าหมายสูงสุด สำหรับผู้ประกอบการ คือ การให้ บริษัท ของตนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีชื่อเสียง เช่น ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE)หรือNasdaqเนื่องจากผลประโยชน์ที่ชัดเจนซึ่งรวมถึง: การเข้าจดทะเบียนแลกเปลี่ยนหมายถึงสภาพคล่องที่พร้อมสำหรับหุ้นที่ถือโดยผู้ถือหุ้นของ บริษัทช่วยให้ บริษัท สามารถระดมทุนเพิ่มเติมโดยการออกหุ้นมากขึ้นการมีหุ้นที่ซื้อขายแบบสาธารณะทำให้ง่ายต่อการกำหนดแผนตัวเลือกหุ้นที่จำเป็นเพื่อดึงดูดพนักงานที่มีความสามารถบริษัท...
Read More
10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุด ประจำวันที่ 2 ก.ย. 63

10 อันดับหุ้นที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุด ประจำวันที่ 2 ก.ย. 63

ตลาด หุ้น ไทยเช้านี้ (2 ก.ย.) ดัชนี SET Index เปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,304.10 จุด ปรับลง -1.47 จุด หรือคิดเป็น -0.11% มีมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 2,233 ล้านบาท ณ เวลา 10:00:33 น. ขณะที่ดัชนี SET50 ปรับลง -2.37 จุด หรือ -0.28% อยู่ที่ 839.29 จุด โดยมีมูลค่าซื้อขายรวม 1,187 ล้านบาท (คิดเป็นราว 53.15% ของ SET) 10 อันดับ หุ้น ที่มีมูลค่าซื้อ-ขายโดดเด่นที่สุด ได้แก่ ICHI ซื้อขาย 127.88 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.35 บาท (+3.55%)CPALL ซื้อขาย 110.90 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.25 บาท (-0.40%)MINT ซื้อขาย 107.53 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.20 บาท (+0.92%)NER ซื้อขาย 90.10 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.08 บาท (+2.41%)CPF ซื้อขาย 90.00 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.25 บาท (-0.79%)PTT ซื้อขาย 72.67 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลงADVANC ซื้อขาย 64.72 ล้านบาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลงSCC ซื้อขาย 63.52 ล้านบาท ราคาหุ้น +1.00 บาท (+0.28%)KBANK ซื้อขาย 58.91 ล้านบาท ราคาหุ้น -0.50 บาท (-0.60%)THANI ซื้อขาย 56.24 ล้านบาท ราคาหุ้น +0.04 บาท (+1.02%) ส่วนตลาด mai ปรับขึ้น +0.96 จุด หรือ +0.31สวนทางกับ SET อยู่ที่ระดับ 308.31 จุด มูลค่าซื้อขาย 91.01 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ฯปิดช่วงเช้าวันนี้ที่ระดับ 1,310.22 จุด เพิ่มขึ้น 4.65 จุด (+0.36%) มูลค่าการซื้อขายราว 20,087.07 ล้านบาท การซื้อขายหุ้นช่วงเช้าวันนี้แกว่งแคบๆ บวก-ลบประมาณ 3 จุด โดยดัชนีทำระดับสูงสุดที่ 1,310.72 จุด และทำระดับต่ำสุดที่ 1,301.78 จุด นายพิชัย เลิศสุพงศ์กิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด บล.ธนชาต กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งตัวในกรอบแคบๆ เคลื่อนไหวทั้งแดนบวกและลบราว 3 จุด ตอบรับปัจจัยบวกจากต่างประเทศ หลังดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐ (PMI) ออกมาแข็งแกร่งจึงส่งผลให้ตลาดต่างประเทศเช้านี้ต่างปรับตัวขึ้นกันถ้วนหน้า ประกอบกับค่ายแอปเปิลเตรียมเปิดตัว iPhone 5G จำนวน 4 รุ่นในเดือนต.ค.นี้ กระตุ้นแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทั้ง...
Read More
รู้จักกับการลงทุนหุ้นปันผล

รู้จักกับการลงทุนหุ้นปันผล

“ถ้าคุณยังหาทางทำเงิน ตอนคุณนอนหลับไม่ได้ คุณต้องทำงานไปจนตาย” ประโยคสั้นๆ ที่ Warren Buffett เคยกล่าวไว้ แต่ประโยคนี้แฝงด้วยข้อคิด ซึ่งเป็นแก่นของหลักการลงทุน การลงทุนที่ทุกคนใฝ่ฝันก็คือ การครอบครองทรัพย์สินอะไรบางอย่าง ที่มันจะสามารถผลิตเงินให้เราใช้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรเลย..และสินทรัพย์ที่นักลงทุนชอบครอบครองก็คือ หุ้นของบริษัทต่างๆเพราะหุ้นบริษัทต่างๆ จะผลิต “เงินปันผล” หุ้นปันผล ให้เราใช้ไปเรื่อยๆ ได้.. เวลาที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงต่อเนื่องยาวนานอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ การลงทุนหรือเล่นหุ้นที่มีลักษณะของการเก็งกำไรร้อนแรงเพื่อหวังจะทำกำไรจากการซื้อขายเร็ว ๆ ดูเหมือนจะยากขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่แล้วคนที่เป็นรายย่อยและไม่มีข้อมูลพิเศษหรือไม่ได้เป็นรายใหญ่ที่ซื้อขายมากและมีพลังในการขับเคลื่อนราคาหุ้นมักจะขาดทุน แน่นอนว่าในช่วงสั้น ๆ ก็อาจจะกำไรบ้าง แต่หุ้นอาจจะขึ้นเพียงไม่กี่วันก็ตกกลับลงมาและมักจะต่ำกว่าที่นักลงทุนรายย่อยเข้าไปซื้อ ดังนั้น การเล่นหุ้นเก็งกำไรจึงเป็นกลยุทธ์ที่มักจะไม่ประสบความสำเร็จในช่วงเวลาแบบนี้ การเล่นหุ้น “เติบโต” ซึ่งเป็นกระแสการเล่นหุ้นของนักลงทุนไทยต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงวันนี้เองก็ดูเหมือนว่าจะลำบากขึ้นเรื่อย ๆ ปัญหาก็คือ หาหุ้นเติบโตจริง ๆ ค่อนข้างยากในภาวะที่เศรษฐกิจไม่อำนวย นอกจากนั้น การเติบโตระยะยาวต่อจากนี้ก็น่าจะยากขึ้นอานิสงส์จากการที่ประชากรไทยกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วเพราะคนเกิดน้อยลง ทำให้ความต้องการสินค้าผู้บริโภคที่ไม่ใช่สินค้าไฮเท็คยุคใหม่น่าจะไม่ค่อยโต ดังนั้น หุ้นเติบโตที่คนเล่นกันในช่วงเวลานี้ก็มักจะเป็นการเติบโตชั่วคราวหรือไม่โตจริง พอราคาหุ้นวิ่งขึ้นไปซักพักตามผลประกอบการที่ดีขึ้นในช่วงสั้น ๆ ปีสองปีก็ตกลงมาอย่างหนักเมื่อผลประกอบการเริ่มแย่ลงตามภาวะของอุตสาหกรรมหรือปัญหาของบริษัทเอง ดังนั้น กลยุทธ์ลงทุนในหุ้นเติบโตเองก็มีความเสี่ยงและเป็นความเสี่ยงที่รุนแรงเนื่องจากราคาหรือค่า PE ของหุ้นที่สูงลิ่ว การเล่นหุ้น Defensive หรือหุ้นที่ถูกกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยนั้น ในช่วงเวลาแบบนี้ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ Defensive จริง เหตุผลสำคัญก็คือ ราคาของหุ้นบางกลุ่มบางตัวเช่นหุ้นในกลุ่มไฟฟ้า พลังงาน หรือสาธารณูปโภคกลับแพงลิ่ว ค่า PE สูงถึงกว่า 50-60 เท่าขึ้นไปก็มี ดังนั้น ในแง่ของหุ้นแล้ว มันไม่ Defensive เลย ในภาวะที่ทุกอย่างไม่สดใส การคาดหวังผลตอบแทนจากตลาดหุ้นแบบสูง ๆ เกินกว่าปีละ 10% ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยาก ประกอบกับผลตอบแทนจากการลงทุนทางเลือกอื่น ๆ โดยเฉพาะการฝากเงินหรือการซื้อหุ้นกู้หรือพันธบัตรตกต่ำลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมก็คิดว่านี่คือเวลาที่เราควรหันมามองการลงทุนใน “หุ้นปันผล” ที่พอจะหาได้ในตลาดหุ้นแม้ว่าอัตราการปันผลเทียบกับราคาหุ้นอาจจะไม่ได้สูงมากนัก หุ้นปันผลที่ให้อัตราผลตอบแทนปีละประมาณ 4-5% ก็พอจะมีให้ลงทุนและมีจำนวนพอที่จะซื้อหลายตัวเพื่อกระจายความเสี่ยงได้ ก่อนที่จะพูดถึงคุณสมบัติของหุ้นปันผลที่จะลงทุนผมเองอยากจะย้อนประสบการณ์ช่วงตลาดหุ้นเหงาหงอยและไม่มีใครสนใจการลงทุนในหุ้นในช่วงหลังปีวิกฤติ 2540 ที่ผมเริ่มเข้าตลาดหุ้นเต็มตัวและได้เขียนบทความลงในคอลัมน์โลกในมุมมองของ Value Investor ชื่อ “ปันผลเป็นคำตอบสุดท้าย” ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2544 หรือเกือบ 20 ปีมาแล้ว ในบทความนั้นผมได้ยกตัวอย่างหุ้น 12 ตัว ซึ่งทั้งหมดยังซื้อขายอยู่ในตลาดหุ้นทุกวันนี้ โดยผลตอบแทนจากปันผลหรือ Dividend Yield เฉลี่ยของ “หุ้นปันผล” 12 ตัว ในขณะนั้นก็คือ 8.23% ต่อปี ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารกำลังลดลงอย่างรวดเร็วเหลือเพียง 2-3 % ต่อปีซึ่งก็เป็นเหตุผลที่ผมแนะนำให้ลงทุนในหุ้นปันผลที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่ามาก ผมคงไม่ต้องบอกว่าถ้าใครลงทุนในหุ้นกลุ่มนั้นและถือยาวมาเรื่อย ๆ จะได้ผลตอบแทนรวมเท่าไร เพราะดัชนีตลาดหุ้นในขณะนั้นคือประมาณ 300 จุด และราคาหุ้นกลุ่มนั้นก็ปรับตัวขึ้นตามดัชนีที่ปรับตัวขึ้นเป็นประมาณ 1,500 จุด หรือ 5 เท่าของเดิม หุ้นยังจ่ายปันผลเกือบทุกตัว แต่ก็ไม่มีหุ้นตัวไหนกลายเป็นซุปเปอร์สต็อก สำหรับคุณสมบัติของ “หุ้นปันผล” ที่ผมคิดว่าจะปลอดภัยและจะได้ผลตอบแทนที่ดีในวันนี้ก็คือ ข้อแรก มันจะต้องไม่ถูก Disrupt โดยเทคโนโลยีหรือการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ที่อาศัยเทคโนโลยีดิจิตอล หรือต้องสามารถอยู่ได้อย่างน้อยในช่วง 10 ปีข้างหน้า ข้อ 2 ) ต้องเป็นบริษัทที่ “สามารถแข่งขันได้” ในอุตสาหกรรมของตนเอง ถ้าเป็นผู้นำด้วยก็ยิ่งดี ข้อ 3) เป็นบริษัทที่อยู่มานานและพิสูจน์แล้วว่าสามารถฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ รวมถึงสภาวะเศรษฐกิจและสถานการณ์ที่เลวร้ายมาหลายรอบแล้ว ข้อ 4) เป็นบริษัทที่มีกำไรที่ดีมา “ตลอด” นั่นคือกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างน้อยเกือบ 8% ต่อปีขึ้นไปและในภาวะปกติก็จะได้กำไรและจ่ายปันผลอย่างสมเหตุผล อาจจะมีบางปีที่ขาดทุนได้แต่ก็ต้องไม่มากและเป็นข้อยกเว้น กำไรของบริษัทต้องค่อนข้างสม่ำเสมอ ความผันผวนไม่สูงเช่น บวกลบไม่เกิน 20% เป็นส่วนใหญ่ ข้อ 5) ฐานะการเงินของบริษัทต้องมั่นคง อัตราส่วนหนี้สินต้องไม่สูงเกินไปหรือเกินกว่าอัตราที่เป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมเดียวกัน ถ้าไม่มีหนี้ก็ยิ่งดี ข้อสุดท้าย ราคาหุ้นต้องไม่แพงหรือถ้าจะดีก็คือถูก ถ้าวัดจากค่า PE ก็คือไม่เกินประมาณ 10-15 เท่า วัดจากค่า PB ไม่เกิน 1-3...
Read More
รู้จักกับกองทุนรวมต่างประเทศ

รู้จักกับกองทุนรวมต่างประเทศ

สำหรับนักลงทุกที่กำลังสงสัยว่า กองทุนรวมต่างประเทศ คืออะไร เคยได้ยินแต่ยังไม่เข้าใจ วันนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับการลงทุนในต่างประเทศผ่าน กองทุนรวมต่างประเทศ โดยที่กองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ เราเรียกว่า Foreign Investment Fund หรือ FIF เป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ โดย ก.ล.ต. กำหนดให้กองทุนต้องลงทุนในประเทศที่มีหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นสมาชิกสามัญของ ก.ล.ต.โลก (IOSCO) หรือในประเทศที่มีตลาดหลักทรัพย์เป็นสมาชิกขององค์กรตลาดหลักทรัพย์โลก (WFE) เพื่อให้เชื่อใจได้ว่าตลาดหลักทรัพย์และหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุนไปลงทุนนั้นจะได้รับการกำกับดูแลที่ดีในระดับมาตรฐานสากล ในปัจจุบันกองทุนรวม FIF ของไทยมีรูปแบบการบริหารแบ่งได้เป็น 2 แบบหลักๆ คือ 1. แบบที่บลจ. ไทยบริหารกองทุนด้วยตนเอง โดยนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีผลตอบแทนอ้างอิงกับตัวแปรต่างๆ เช่น อ้างอิงกับราคาหลักทรัพย์หรือดัชนีราคาหลักทรัพย์ ราคาสินค้าหรือดัชนีราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ราคาทองคำหรือราคาน้ำมันดิบ เป็นต้น แต่ยังไม่ครอบคลุมไปถึงการลงทุนโดยตรงในสินค้าอื่นอีกหลายประเภท เช่น สินค้าโภคภัณฑ์ประเภททองคำและน้ำมัน ตัวอย่างของกองทุนรวมต่างประเทศประเภทนี้ที่ออกมาเสนอขายและเป็นที่นิยมกัน เช่น กองทุนรวม FIF ที่ไปลงทุนในพันธบัตรเกาหลีใต้ 2. แบบที่ บลจ. ไทยไปซื้อกองทุนรวมที่บริหารจัดการโดยผู้จัดการกองทุนในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง  หรือเป็นการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศนั่นเอง โดยสามารถลงทุนได้ 2 วิธี คือ 2.1 กองทุนรวมประเภท Fund of Funds เป็นการนำเงินไปซื้อกองทุนรวมในต่างประเทศหลายๆ กอง ซึ่งอาจจะมีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันหรือมีนโยบายต่างกันก็ได้ โดยบลจ. ไทยจะเป็นผู้กำหนดว่าจะนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมต่างประเทศกองใดบ้าง ในสัดส่วนเท่าใด และจะมีการปรับเปลี่ยนการลงทุนได้ตามความเหมาะสมภายใต้เกณฑ์ที่ ก.ล.ต. กำหนด               2.2 กองทุนรวมประเภท Feeder Fund เป็นการนำเงินไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งเรียกว่า Master Fund เช่น กองทุนรวม FIF X ไปลงทุนในกองทุนรวม Y ที่จัดตั้งในต่างประเทศเพียงกองเดียว ซึ่งกองทุนรวม Y จะมีผู้จัดการกองทุนที่อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ดูแลและบริหารเงิน โดยอาจจะเข้าไปลงทุนในกองทุนรวมอื่นหรือสินค้าทางการเงินต่างๆ ตามนโยบายการลงทุนที่กำหนดไว้ ตัวอย่างของกองทุนรวมแบบ Feeder Fund ของไทย เช่น กองทุนรวม FIF ที่ไปลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศที่มีนโยบายลงทุนในทองคำแท่ง เป็นต้น เนื่องจากกองทุน รวม FIF จะต้องนำเงินที่ระดมได้ไปลงทุนในต่างประเทศ ดังนั้นผู้จัดการกองทุนจะมีงานที่เพิ่มขึ้นคือ การค้นหาและวิเคราะห์ ข้อมูล เพื่อตัดสินใจเลือกหลักทรัพย์หรือตราสารที่มีอยู่ในตลาดของประเทศต่างๆ ซึ่งถือเป็นงานที่ยากและท้าทายความสามารถของผู้จัดการกองทุนมากพอสมควร หากบริษัทจัดการกองทุนไม่มีเครือข่ายหรือพันธมิตรในต่างประเทศ ที่จะส่งข้อมูลบทวิเคราะห์ให้กับผู้จัดการกองทุน แทนที่กองทุน FIF จะเลือกหลักทรัพย์เพื่อลงทุนเอง บางกองทุนอาจจะเลือกวิธีลงทุนในกองทุนรวมในต่างประเทศที่มีความชำนาญและมีการลงทุนในตราสารที่ตรงกับนโยบายของกองทุน ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาให้กับผู้จัดการกองทุนได้มาก และเป็นการใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วด้วย  ในส่วนของค่าธรรมเนียมการจัดการ หากลงทุนผ่านกองทุนในต่างประเทศอีกทอดหนึ่ง ก็จะมีค่าธรรมเนียม 2 ชั้น คือ ค่าธรรมเนียมการจัดการของ บลจ. ไทยที่ออกกองทุน และค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุนต่างประเทศที่ บลจ. ไปลงทุนต่อ ทำให้โดยมากค่าธรรมเนียมการจัดการของกองทุนรวมต่างประเทศจะสูงกว่า ดังนั้นผู้ลงทุนจึงต้องศึกษาและเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการลงทุนให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน กองทุนรวม FIF น่าสนใจอย่างไร? เป็นช่องทางให้นักลงทุนรายย่อยมีโอกาสลงทุนในต่างประเทศได้โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก มีมืออาชีพมาช่วยบริหารจัดการการลงทุนแทน ทำให้สามารถกระจายการลงทุนไปในสินค้าทางการเงินที่หลากหลายครอบคลุมมากกว่าสินค้าที่มีเสนอขายอยู่ในประเทศ และช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนจากภาวะที่ตลาดการเงินในประเทศมีความผันผวนสูงได้มีทางเลือกหลากหลายให้กับผู้ลงทุน เนื่องจากปัจจุบันนโยบายการลงทุนของกองทุนรวม FIF มีความหลากหลายมาก มีทั้งกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ และกองทุนรวมสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ เช่น กองทุนรวมทองคำ ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมทองคำก็เป็นหนึ่งในประเภทการลงทุนในกองทุนรวม FIF ด้วยบางกองทุนก็เลือกเน้นลงทุนเฉพาะบางภูมิภาคของโลกโดยเน้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ที่มีแนวโน้มอัตราการเติบโตสูง (Emerging Markets) เช่น กลุ่มประเทศ BRIC (Brazil, Russia, India, China) หรือบางกองก็เลือกลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภค พลังงานทดแทน อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ หรืออาจเลือกลงทุนในอุตสาหกรรม นวัตกรรมใหม่ๆ ที่ยังไม่มีในประเทศไทย เป็นต้น ประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างไร? โดยทั่วๆ ไป ก็จะใช้วิธีนำผลประกอบการของกองทุนรวมไปเปรียบเทียบกับตัวชี้วัด...
Read More
ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน

ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน

ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน ซึ่งทองคำ นั้นอยู่คู่กับสังคมไทยเรามาช้านาน ทั้งในฐานะเครื่องวัดความมั่งคั่งส่วนบุคคล และดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโดยรวม ด้วยคุณสมบัติพิเศษของทองคำที่ต่างจากโลหะ เพราะมีค่าชนิดอื่น ในแง่ของความงดงาม ความคงทน ความหายาก และการที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้นับครั้งไม่ถ้วนอีกด้วย จึงไม่เพียงทำให้ทองคำนั้น เป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมาก เท่านั้น แต่ยังสามารถเก็บออมไว้ เพื่อความมั่งคั่งในระยะยาวได้อีกด้วย ทำให้ในปัจจุบัน การลงทุนในทองคำได้รับความนิยมมากขึ้น คนเริ่มหันมาสนใจซื้อทองคำแท่งเก็บสะสมแทน เนื่องจากซื้อขายคล่องตัวกว่าทองรูปพรรณ และไม่มีค่ากำเหน็จ นั่นเองค่ะ การลงทุนกับทองคำ มีประโยชน์หลายทาง ดังนี้ โอกาสสร้างผลตอบแทน จากการที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำอาจจะมีความผันผวน แต่ด้วยเนื่องจากทองคำ เป็นทรัพยากรที่จำกัด ทำให้ทองคำมีโอกาสที่จะมีราคาสูงขึ้นได้ในระยะยาว ใช้ป้องกันความเสี่ยง จากอัตราเงินเฟ้อได้ เนื่องจาก ในยามที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาทองคำก็มัก จะขยับขึ้นด้วยและหลาย ๆ ครั้งที่ราคาทองคำนั้น เพิ่มขึ้นสูงกว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ผู้บริโภค ที่ถือครองทองคำอยู่สามารถรักษาอำนาจการซื้อไว้ได้ การสะสมทองนั้น เป็นการกระจายการลงทุน เพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ มักจะไม่เคลื่อนไหว ไปในทิศทางเดียวกัน กับการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ เพื่อการลงทุนอื่น ๆ ดังนั้น การมีทองคำเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งจึงช่วยให้อุ่นใจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนในทองคำแท่งนั้น ก็มีเรื่องที่นักลงทุนต้องคำนึง ถึงหลายประการก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาทองคำ ที่มีความผันผวน หรือเรื่องของการเก็บรักษา เพราะการซื้อทองคำไม่เหมือนการซื้อหุ้น เนื่องจากเป็นการครอบครองทองคำจริง ๆ ที่ไม่ได้มีการระบุ กรรมสิทธิ์ จึงมีความเสี่ยง จากการถูกลักขโมย และนำไปขายต่อ ขณะที่การขายก็ต้องคำนึงถึงส่วนต่าง ระหว่างราคาซื้อขายด้วยเช่นกัน เนื่องจากการลงทุน ด้วยการซื้อทองคำแท่ง มาเก็บไว้โดยตรงมีข้อจำกัดอยู่มาก การลงทุนทางอ้อมผ่าน “ กองทุนรวมทองคำ ” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่น่าสนใจมิใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณา ถึงจำนวนเงินขั้นต่ำ สำหรับการลงทุน และรูปแบบ ในการลงทุนที่มีให้เลือกหลากหลาย กองทุนรวมทองคำ หรือ Gold Fund คือ การลงทุนในกองทุนรวม ที่มีนโยบายการลงทุนในทองคำ การเคลื่อนไหว ของมูลค่าหน่วยลงทุน จะเป็นไปตามการเคลื่อนไหว ของราคาทองคำในตลาดโลก เปรียบเสมือนลงทุน ในทองคำแท่ง ทางอ้อมผ่านกองทุนหลัก ในต่างประเทศ ซึ่งจะนำเงินไปลงทุนในทองคำแท่ง 99.99% หรือ 99.50% อีกทีหนึ่ง มูลค่าหน่วยลงทุน ของกองทุนรวม จึงไม่ได้ขึ้นลงตามราคา ทองคำในประเทศ แต่จะอิงกับราคาทองคำโลก  อย่างไรก็ดี การที่กองทุนนำเงิน ไปลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนมาเกี่ยวข้องด้วย ในการเลือกซื้อกองทุนรวมทองคำ หากคุณสนใจ เฉพาะผลตอบแทน จากราคาทองคำเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลตอบแทน จากอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ป้องกันความเสี่ยง จากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวน ( Fully Hedged ) หากคุณมองหาโอกาสทำกำไรเพิ่มเติม จากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย ( Non-hedged ) แต่ต้องระวังไว้ว่าคุณก็มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน ในขณะที่บางกองทุน ที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้พิจารณาว่า จะทำการป้องกันความเสี่ยงนี้เท่าใด ในช่วงเวลาใด ( Partial Hedged ) ซึ่งความเสี่ยง และผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนรวม ซึ่งประเด็นนี้คุณควรขอให้คนขายอธิบาย เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ คือ นักลงทุนใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก ส่วนใหญ่กำหนดเงินลงทุนไว้ต่ำกว่า 10,000 บาท และสามารถทำการซื้อขายได้สะดวกโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง และปลอดภัยเนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญหาย มีมืออาชีพคอยดูแลบริหารจัดการให้ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทน จากส่วนต่างมูลค่าหน่วยลงทุน เมื่อสั่งขายหรือได้รับเงินปันผลจากกองทุน นอกจากนี้ หากต้องการขายทำกำไรหรือทยอยสะสมซื้อ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องซื้อหรือขายทองคำแท่งทั้งก้อน แต่ข้อเสียคือจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว และไม่มีเวลาติดตามราคาทองคำมากนัก โดยสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณา ในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมทองคำ ได้แก่ ผลตอบแทนย้อนหลัง ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของกองทุน และนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยสรุปในอดีต คนนิยมซื้อทองคำเนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (...
Read More
7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น

7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น

7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น 7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น แม้ว่าการลงทุนในกองทุนรวมนั้น จะสะดวกและเหมาะมากสำหรับมือใหม่ แต่การพัฒนาตนเองให้มีความรู้เรื่องหุ้น ให้มากขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรใส่ใจมากเหมือนกัน ทว่าหลาย ๆ นั้น คนอาจรู้สึกสับสนเพราะมีข้อมูลให้ศึกษาไปหมด บทความนี้จึงมาช่วยแตกประเด็นว่ามีองค์ความรู้และข้อมูลอะไรบ้างที่ควรศึกษา และมีพฤติกรรมง่ายๆ อย่างไรบ้างที่คุณสามารถฝึกให้ตนเองรู้ทันหุ้นได้มากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีดังนี้ 1. ฝึกค้นหาข้อมูลพื้นฐาน ของหุ้นแต่ละตัว​ ลองค้นหาข้อมูลของหุ้นที่สนใจจะซื้อ โดยอาจเริ่มต้นแบบง่ายที่สุดใน Google ด้วยการเสิร์ชชื่อหุ้นที่ต้องการค้นหาลงไป หรืออ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีเมนูข้อมูลบริษัทและข้อมูลหลักทรัพย์อยู่ โดยมีข้อมูลสำคัญของหุ้นแต่ละตัว ทั้งงบกำไร ขาดทุน ผลประกอบการของบริษัทย้อนหลัง ราคาย้อนหลัง ข้อมูลผู้บริหาร รวมไปถึงข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทและหลักทรัพย์นั้นๆ ด้วยค่ะ นอกจากนั้นควรปูพื้นฐานของการเล่นหุ้นให้แน่น ด้วยการฝึกอ่านข้อมูลพื้นฐาน และศึกษาศัพท์น่ารู้ที่ปรากฏบ่อยๆ เช่น P/E Ratio, EPS, Avg, ATO เพราะการฝึกใช้งานข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์จะช่วยให้คุณมีพื้นฐานการเล่นหุ้นที่เข้มแข็งขึ้น 2. ดาวน์โหลดแอพเกี่ยวกับหุ้นไว้ติดเครื่อง ทุกวันนี้มีตัวเลือกแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับหุ้นของไทยให้คุณได้เลือกดาวน์โหลดหลายเจ้า เพื่อดูความเคลื่อนไหวของหุ้นที่เราติดตามแบบเรียลไทม์ แค่เปิดสมาร์ทโฟนขึ้นมาก็เข้าดูข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นได้แล้ว และเพราะตัวเลขหุ้นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การอัปเดตข่าวสารอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นดีๆ ที่ช่วยให้คุณรู้ทันหุ้นหลายแอพ ไม่ว่าจะเป็น Settrade Streaming แอพพลิเคชั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถใช้ซื้อขายหุ้น ดูข้อมูลราคาหุ้นแบบเรียลไทม์และย้อนหลัง รวมถึงข่าวสารอื่นๆ StockRadars แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถหาหุ้นในเงื่อนไขต่างที่กำหนดเอาไว้ และยังมีฟังก์ชั่นสำหรับดูกราฟหุ้น รวมถึงมีการมีแจ้งเตือนเมื่อหุ้นที่เราสนใจราคาเพิ่มขึ้นไปหรือว่าตกลงมาจุดที่เราตั้งเอาไว้ด้วย Market Anyware แอพพลิเคชั่นที่สามารถตอบโจทย์สำหรับนักลงทุนมือใหม่ มือเก่า เพราะแอพนี้สามารถสแกนหาหุ้นได้แบบ Real Time สามารถตั้งโปรแกรม Alert สำหรับแจ้งเตือนราคารวมถึงสามารถดึงข้อมูลของบริษัทย้อนหลังได้ถึง 30 ปี Jitta แอพพลิเคชั่นหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนแนว Value Investor ที่เน้นดูปัจจัยพื้นฐาน สามารถแสดงแนวโน้มราคาของหุ้นด้วยการคำนวณจากสินทรัพย์ หนี้สิน และผลประกอบการในอดีตของบริษัทนั้น และแสดงคะแนนคุณภาพของบริษัทนั้นๆ โดยอาศัยอัลกอลิทึมของ Jitta Bloomberg เป็นแอพที่รวบรวมข้อมูลหุ้นและกองทุนมากมายให้ศึกษาจากทั่วทุกมุมโลก Krungsri Stock Expert แอพพลิเคชั่นสำหรับลูกค้า Krungsri Securities ที่ช่วยทำให้การซื้อขายหุ้นของเหล่านักลงทุนเป็นเรื่องง่าย เพราะมีข้อมูลหุ้นแบบทันเหตุการณ์ มีเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์และกราฟราคาแบบต่างๆ และบทวิเคราะห์ที่นำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี 3. อ่านบทวิเคราะห์เยอะๆ สำหรับสองข้อที่ผ่านมา จะค่อนข้างเน้นการติดตามข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง แต่นอกจากข้อมูลประเภทข้อเท็จจริงแล้ว การติดตามข้อมูลประเภทความคิดเห็นหรือบทวิเคราะห์นั้นก็จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับคุณตัวอย่างแหล่งที่คุณสามารถติดตามอ่านบทวิเคราะห์ได้ ได้แก่ Settrade โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีข้อมูลทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ และกองทุนรวม Finnomena แหล่งข้อมูลข่าวสารและบทวิเคราะห์วงการหุ้นและกองทุนของไทย Seeking Alpha / iBillionaire แหล่งรวมข้อมูลด้านการลงทุนจากนักลงทุนจากทั่วโลก สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหุ้นต่างประเทศ บทวิเคราะห์หุ้นดีๆ ในเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินเป็นอีกที่ที่มีผู้เชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล 4. เข้าร่วมกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการลงทุน นอกจากการศึกษาข้อมูลด้วยการอ่านแล้ว การศึกษาด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเล่นหุ้นก็เหมือนการออกกำลังกาย ถ้าคุณมีกลุ่ม สมาคม ไว้พูดคุยอัปเดตข่าวสาร ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกสนุก และเหมือนมีเพื่อนร่วมทางเพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ด้วยกัน ซึ่งในกลุ่มของนักลงทุนด้วยกันก็มักจะมีเทคนิค แนวทางการเล่นหุ้นที่น่าสนใจมาบอกกันด้วย ถ้าอยากพัฒนาตัวเองง่ายๆ ก็ลองฝึกตั้งคำถามรวมถึงลองเข้าไปตอบคำถามของคนอื่นในกลุ่ม โดยปัจจุบันมีกลุ่มของนักลงทุนหลากหลายให้ติดตามทั้งใน Facebook Group, LINE Group และเว็บบอร์ดต่างๆ 5. อ่านหนังสือหรือเข้าฟังสัมมนาเกี่ยวกับหุ้น ก่อนหน้านี้ เราได้แนะนำวิธีการศึกษาด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ตมาแล้ว แต่นอกเหนือจากการศึกษาด้วยตนเอง ก็คือการต่อยอดความรู้เพิ่มเติม หลังจากที่คุณศึกษาด้วยตนเองระดับนึงแล้วไปฟังสัมมนาหรือซื้อหนังสืออ่านเพิ่มเติมจะช่วยให้ได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเราสามารถเลือกศึกษาในหัวข้อที่เฉพาะเจาะจงกับความอยากรู้ของเราได้ การเล่นหุ้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความไว และการศึกษาข้อมูลในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ คุณควรจะแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาเข้าร่วมงานสัมมนาที่จัดเกี่ยวกับหุ้นสักหน่อย เพราะนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังทำให้ได้เจอนักลงทุนคนอื่น และยังเป็นการสร้างคอนเนคชั่นที่ดีอีกด้วย 6. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการเล่นหุ้นมีรายละเอียดและเทคนิคปลีกย่อยมากมาย และเราคนเดียวไม่อาจรู้และเข้าใจได้ทุกอย่าง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็เป็นอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งปัจจุบันนี้ช่องทางในการหาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนนั้นก็เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นกว่าในอดีต เช่น ธนาคารกรุงศรีมีผู้เชี่ยวชาญให้ปรึกษาเรื่องหุ้น 7. เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง สุดท้ายแล้วการพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุดคือการลงมือทำจริง ทั้งประสบการณ์ที่ดี และประสบการณ์ที่ล้มเหลว จะล้วนนำมาสู่ความรู้ อย่าเพิ่งกังวลกับอะไรมากเกินไปเพราะจะไปขัดขวางการพัฒนาตัวเองของเราได้ การเล่นหุ้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่างมาประกอบเข้าด้วยกันนั่นเอง ซึ่งการจะรู้ทันหุ้นได้ หลายครั้งนักลงทุนนั้นมักอาศัยวิธีใดแค่วิธีหนึ่ง แต่ทางที่ดีควรทำให้ครบทั้งหมดที่แนะนำมานี้ แล้วรับรองว่าคุณจะกลายเป็นนักลงทุน อีกหนึ่งคนที่รู้ทันหุ้น...
Read More
“หุ้น” กับ “กองทุนรวม” จะลงทุนทั้งทีอะไรดีกว่ากัน?

“หุ้น” กับ “กองทุนรวม” จะลงทุนทั้งทีอะไรดีกว่ากัน?

สำหรับใครคนไหนที่กำลังอยากจะเริ่มต้นลงทุน เชื่อได้เลยว่าจะต้องเกิดคำถามแล้วแหละว่าเราจะ ลงทุน อะไรดี ระหว่าง หุ้น กับ กองทุนรวม เพราะดูๆ แล้วก็เป็นการลงทุนที่น่าสนใจมากทั้งคู่ เพราะหุ้นนั้นน่าสนใจและน่าจะสร้างผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนรวม แต่ กองทุนรวมนั้นดูแล้วสบายๆ กว่าการลงทุนซื้อหุ้น เพราะไม่ต้องคอยดูตลาดทุกวัน มีคนคอยให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพคงดีกว่า ก่อนอื่นไปดูกันก่อนว่า หุ้น และ กองทุน นั้นจริงๆ แล้วคืออะไร                 หุ้น คือการลงทุนเข้าเป็นเจ้าของร่วมในกิจการใดกิจการหนึ่ง ถ้าหากกิจการดังกล่าวได้กำไร เราก็ได้กำไรด้วย โดยกำไรที่ว่าอาจมาในรูปแบบเงินปันผล หรือในรูปแบบของส่วนต่างราคาก็ได้เช่นกัน                 กองทุน คือ การที่บริษัทจัดการกองทุนซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนทำการรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนทั้งหลาย แล้วนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามที่่แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล หรือส่วนต่างราคากองทุนเมื่อเราขายออกไป เรามาดูการเปรียบเทียบเป็นข้อๆ กันไปเลย การเลือกลงทุน สำหรับการลงทุนในหุ้นต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะซื้ออะไร ลงทุนเท่าไหร่ แต่สำหรับกองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนช่วยตัดสินใจในการเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ในการลงทุน เราเพียงแต่เลือกกองทุนตามนโยบายที่ต้องการ ผลตอบแทน ในการลงทุนซื้อหุ้นนั้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูง แต่ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนสูงเช่นกัน (ความเสี่ยงเยอะ) ส่วนกองทุนรวมนั้นมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ สูง-กลาง-ต่ำ ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนที่เลือก ความเสี่ยง สำหรับหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะขึ้นอยู่กับชั่วโมงบินของผู้ลงทุน หรือประสบการณ์และความรู้ในการลงทุนนั่นเอง แต่สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมนั้นความเสี่ยงจะต่ำ-กลาง-สูง ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ และความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ การกระจายการลงทุน หุ้นจะไม่มีการกระจายการลงทุนได้ แต่สำหรับกองทุนรวมมีการกระจายการลงทุนลงไปในสินทรัพย์ต่างๆ ตามแต่นโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ เงิน ลงทุน การเล่นหุ้นจะใช้เงินในการลงทุนมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่ลงทุน โดยปกติกระดานหลักต้องซื้ออย่างน้อย 100 หุ้น และเพิ่มขึ้น Lot ละ 100 หุ้น ส่วนกองทุนรวมนั้นมีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้ตามขั้นต่ำของกองทุนแต่ละกอง ค่าธรรมเนียม ในการลงทุนหุ้นจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมซื้อและค่าธรรมเนียมขาย เรียกว่า Brokerage Fee  จะเก็บจำนวนเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับโปรคเกอร์ที่ใช้บริการ ส่วนของกองทุนรวมจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ และค่าธรรมเนียมที่เก็บจากกองทุนรวม ขึ้นอยู่กับว่ากองไหนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดบ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี หุ้นไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่เงินปันผลสามารถลองคำนวณขอเครดิตภาษี มีโอกาสได้เงินคืน แต่สำหรับกองทุนรวมบางอย่างเช่น LTF RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามข้อกำหนดของสรรพากร การเปิดบัญชี หุ้นสามารถเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ (Broker) ส่วนกองทุนรวมนั้นจะเปิดกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ตัวแทนจำหน่าย หรือธนาคารที่เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ บลจ.นั้นๆ เมื่อทราบความเสี่ยงของตัวเองแล้วขั้นต่อไปซึ่งคือการเปิดบัญชีเพื่อลงทุนกันเลย วิธีการเปิดบัญชี หุ้น สำหรับการซื้อขายหุ้น เราต้องมีการเปิดบัญชีหุ้นหรือที่เรียกกันว่าการเปิดพอร์ต “โบรกเกอร์” ก็คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน และนำเข้าสู่ระบบตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง สามารถเปิดบัญชีได้ง่ายๆ ด้วยการเตรียมเอกสารให้พร้อมและแสดงความต้องการเปิดบัญชี นอกจากนี้สามารถเปิด Port Online กับโบรกเกอร์ที่เราเลือกได้ โดยบัญชีหุ้นจะมีอยู่สามประเภท ได้แก่ บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance) : มีเงินในบัญชีนี้เท่าไหร่ซื้อหุ้นได้เท่านั้น โดยผู้ลงทุนต้องนำเงินฝากกับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเมื่อมีการทำรายการสั่งซื้อหุ้น เงินจะถูกหักจากบัญชีทันทีบัญชีเงินสด (Cash Account) : ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง บัญชีนี้โบรกเกอร์จะเป็นผู้พิจารณาวงเงินในการซื้อหุ้นตามหลักฐานการเงินที่ผู้ลงทุนนำมาแสดงตอนขอเปิดบัญชี โดยผู้ลงทุนจะต้องวางเงินเป็นหลักประกัน 20% ของวงเงินที่ต้องการจะลงทุนในครั้งแรกแต่ไม่เกินวงเงินที่บริษัทหลักทรัพย์อนุมัติ เมื่อลงทุนแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ จะทำการตัดบัญชีของผู้ลงทุนใน 2 วันทำการถัดไปบัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account) : บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือที่เรียกกันว่าบัญชีมาร์จิ้น เป็นบัญชีที่สามารถกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์มาซื้อหุ้น แต่นักลงทุนต้องมีการเสียดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมในส่วนนี้ด้วย กองทุน สำหรับกองทุน ท่านสามารถทำการเปิดบัญชีกองทุนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม (บลจ.) หรือตัวแทนจำหน่าย เช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีบริการเปิดบัญชีกองทุนแบบ Online ไว้คอยอำนวยความสะดวก เรียบง่ายในการจัดการและเป็นมิตรกับมือใหม่นั่นเอง การ ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือลงทุนในกองทุนรวม เราควรพิจารณาตามสไตล์และความพร้อมของตัวเองก่อนเลยว่าพร้อมที่จะลงทุนหุ้นหรือลงทุนในกองทุนรวมมากกว่ากัน หากเรามีเวลามาก มีทุนมาพอ คิดว่ารับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ และมีความรู้ หาความรู้เพิ่มเติมิยู่เสมอ หุ้นอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับคุณ แต่หากว่าตัวคุณเองยังไม่มีทุนมากพอ หรือยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนสักเท่าไหร่ กองทุนรวมก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว อ่านบทความเพิ่มเติม : GALAXY HUNTER เกมยิงปลามาใหม่ ...
Read More