ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน

ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน

ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน ลงทุนในทองคำ แบบไหนคุ้มกว่ากัน ซึ่งทองคำ นั้นอยู่คู่กับสังคมไทยเรามาช้านาน ทั้งในฐานะเครื่องวัดความมั่งคั่งส่วนบุคคล และดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจโดยรวม ด้วยคุณสมบัติพิเศษของทองคำที่ต่างจากโลหะ เพราะมีค่าชนิดอื่น ในแง่ของความงดงาม ความคงทน ความหายาก และการที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้นับครั้งไม่ถ้วนอีกด้วย จึงไม่เพียงทำให้ทองคำนั้น เป็นเครื่องประดับ ที่ได้รับความนิยมมาก เท่านั้น แต่ยังสามารถเก็บออมไว้ เพื่อความมั่งคั่งในระยะยาวได้อีกด้วย ทำให้ในปัจจุบัน การลงทุนในทองคำได้รับความนิยมมากขึ้น คนเริ่มหันมาสนใจซื้อทองคำแท่งเก็บสะสมแทน เนื่องจากซื้อขายคล่องตัวกว่าทองรูปพรรณ และไม่มีค่ากำเหน็จ นั่นเองค่ะ การลงทุนกับทองคำ มีประโยชน์หลายทาง ดังนี้ โอกาสสร้างผลตอบแทน จากการที่ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำอาจจะมีความผันผวน แต่ด้วยเนื่องจากทองคำ เป็นทรัพยากรที่จำกัด ทำให้ทองคำมีโอกาสที่จะมีราคาสูงขึ้นได้ในระยะยาว ใช้ป้องกันความเสี่ยง จากอัตราเงินเฟ้อได้ เนื่องจาก ในยามที่อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ราคาทองคำก็มัก จะขยับขึ้นด้วยและหลาย ๆ ครั้งที่ราคาทองคำนั้น เพิ่มขึ้นสูงกว่า การเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ผู้บริโภค ที่ถือครองทองคำอยู่สามารถรักษาอำนาจการซื้อไว้ได้ การสะสมทองนั้น เป็นการกระจายการลงทุน เพื่อลดความเสี่ยง เนื่องจากผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำ มักจะไม่เคลื่อนไหว ไปในทิศทางเดียวกัน กับการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ เพื่อการลงทุนอื่น ๆ ดังนั้น การมีทองคำเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งจึงช่วยให้อุ่นใจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนในทองคำแท่งนั้น ก็มีเรื่องที่นักลงทุนต้องคำนึง ถึงหลายประการก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาทองคำ ที่มีความผันผวน หรือเรื่องของการเก็บรักษา เพราะการซื้อทองคำไม่เหมือนการซื้อหุ้น เนื่องจากเป็นการครอบครองทองคำจริง ๆ ที่ไม่ได้มีการระบุ กรรมสิทธิ์ จึงมีความเสี่ยง จากการถูกลักขโมย และนำไปขายต่อ ขณะที่การขายก็ต้องคำนึงถึงส่วนต่าง ระหว่างราคาซื้อขายด้วยเช่นกัน เนื่องจากการลงทุน ด้วยการซื้อทองคำแท่ง มาเก็บไว้โดยตรงมีข้อจำกัดอยู่มาก การลงทุนทางอ้อมผ่าน “ กองทุนรวมทองคำ ” จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ที่น่าสนใจมิใช่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพิจารณา ถึงจำนวนเงินขั้นต่ำ สำหรับการลงทุน และรูปแบบ ในการลงทุนที่มีให้เลือกหลากหลาย กองทุนรวมทองคำ หรือ Gold Fund คือ การลงทุนในกองทุนรวม ที่มีนโยบายการลงทุนในทองคำ การเคลื่อนไหว ของมูลค่าหน่วยลงทุน จะเป็นไปตามการเคลื่อนไหว ของราคาทองคำในตลาดโลก เปรียบเสมือนลงทุน ในทองคำแท่ง ทางอ้อมผ่านกองทุนหลัก ในต่างประเทศ ซึ่งจะนำเงินไปลงทุนในทองคำแท่ง 99.99% หรือ 99.50% อีกทีหนึ่ง มูลค่าหน่วยลงทุน ของกองทุนรวม จึงไม่ได้ขึ้นลงตามราคา ทองคำในประเทศ แต่จะอิงกับราคาทองคำโลก  อย่างไรก็ดี การที่กองทุนนำเงิน ไปลงทุนในต่างประเทศ จึงมีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนมาเกี่ยวข้องด้วย ในการเลือกซื้อกองทุนรวมทองคำ หากคุณสนใจ เฉพาะผลตอบแทน จากราคาทองคำเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจผลตอบแทน จากอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ป้องกันความเสี่ยง จากอัตราแลกเปลี่ยนไว้เต็มจำนวน ( Fully Hedged ) หากคุณมองหาโอกาสทำกำไรเพิ่มเติม จากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงไว้เลย ( Non-hedged ) แต่ต้องระวังไว้ว่าคุณก็มีโอกาสขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้เช่นกัน ในขณะที่บางกองทุน ที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้พิจารณาว่า จะทำการป้องกันความเสี่ยงนี้เท่าใด ในช่วงเวลาใด ( Partial Hedged ) ซึ่งความเสี่ยง และผลตอบแทนก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้จัดการกองทุนรวม ซึ่งประเด็นนี้คุณควรขอให้คนขายอธิบาย เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย ข้อดีของการลงทุนในกองทุนรวมทองคำ คือ นักลงทุนใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่มาก ส่วนใหญ่กำหนดเงินลงทุนไว้ต่ำกว่า 10,000 บาท และสามารถทำการซื้อขายได้สะดวกโดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปร้านทอง และปลอดภัยเนื่องจากไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญหาย มีมืออาชีพคอยดูแลบริหารจัดการให้ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทน จากส่วนต่างมูลค่าหน่วยลงทุน เมื่อสั่งขายหรือได้รับเงินปันผลจากกองทุน นอกจากนี้ หากต้องการขายทำกำไรหรือทยอยสะสมซื้อ ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องซื้อหรือขายทองคำแท่งทั้งก้อน แต่ข้อเสียคือจะมีค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาว และไม่มีเวลาติดตามราคาทองคำมากนัก โดยสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณา ในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมทองคำ ได้แก่ ผลตอบแทนย้อนหลัง ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมของกองทุน และนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยสรุปในอดีต คนนิยมซื้อทองคำเนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (...
Read More
7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น

7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น

7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น 7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น แม้ว่าการลงทุนในกองทุนรวมนั้น จะสะดวกและเหมาะมากสำหรับมือใหม่ แต่การพัฒนาตนเองให้มีความรู้เรื่องหุ้น ให้มากขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรใส่ใจมากเหมือนกัน ทว่าหลาย ๆ นั้น คนอาจรู้สึกสับสนเพราะมีข้อมูลให้ศึกษาไปหมด บทความนี้จึงมาช่วยแตกประเด็นว่ามีองค์ความรู้และข้อมูลอะไรบ้างที่ควรศึกษา และมีพฤติกรรมง่ายๆ อย่างไรบ้างที่คุณสามารถฝึกให้ตนเองรู้ทันหุ้นได้มากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีดังนี้ 1. ฝึกค้นหาข้อมูลพื้นฐาน ของหุ้นแต่ละตัว​ ลองค้นหาข้อมูลของหุ้นที่สนใจจะซื้อ โดยอาจเริ่มต้นแบบง่ายที่สุดใน Google ด้วยการเสิร์ชชื่อหุ้นที่ต้องการค้นหาลงไป หรืออ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีเมนูข้อมูลบริษัทและข้อมูลหลักทรัพย์อยู่ โดยมีข้อมูลสำคัญของหุ้นแต่ละตัว ทั้งงบกำไร ขาดทุน ผลประกอบการของบริษัทย้อนหลัง ราคาย้อนหลัง ข้อมูลผู้บริหาร รวมไปถึงข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทและหลักทรัพย์นั้นๆ ด้วยค่ะ นอกจากนั้นควรปูพื้นฐานของการเล่นหุ้นให้แน่น ด้วยการฝึกอ่านข้อมูลพื้นฐาน และศึกษาศัพท์น่ารู้ที่ปรากฏบ่อยๆ เช่น P/E Ratio, EPS, Avg, ATO เพราะการฝึกใช้งานข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์จะช่วยให้คุณมีพื้นฐานการเล่นหุ้นที่เข้มแข็งขึ้น 2. ดาวน์โหลดแอพเกี่ยวกับหุ้นไว้ติดเครื่อง ทุกวันนี้มีตัวเลือกแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับหุ้นของไทยให้คุณได้เลือกดาวน์โหลดหลายเจ้า เพื่อดูความเคลื่อนไหวของหุ้นที่เราติดตามแบบเรียลไทม์ แค่เปิดสมาร์ทโฟนขึ้นมาก็เข้าดูข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นได้แล้ว และเพราะตัวเลขหุ้นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การอัปเดตข่าวสารอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นดีๆ ที่ช่วยให้คุณรู้ทันหุ้นหลายแอพ ไม่ว่าจะเป็น Settrade Streaming แอพพลิเคชั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถใช้ซื้อขายหุ้น ดูข้อมูลราคาหุ้นแบบเรียลไทม์และย้อนหลัง รวมถึงข่าวสารอื่นๆ StockRadars แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถหาหุ้นในเงื่อนไขต่างที่กำหนดเอาไว้ และยังมีฟังก์ชั่นสำหรับดูกราฟหุ้น รวมถึงมีการมีแจ้งเตือนเมื่อหุ้นที่เราสนใจราคาเพิ่มขึ้นไปหรือว่าตกลงมาจุดที่เราตั้งเอาไว้ด้วย Market Anyware แอพพลิเคชั่นที่สามารถตอบโจทย์สำหรับนักลงทุนมือใหม่ มือเก่า เพราะแอพนี้สามารถสแกนหาหุ้นได้แบบ Real Time สามารถตั้งโปรแกรม Alert สำหรับแจ้งเตือนราคารวมถึงสามารถดึงข้อมูลของบริษัทย้อนหลังได้ถึง 30 ปี Jitta แอพพลิเคชั่นหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนแนว Value Investor ที่เน้นดูปัจจัยพื้นฐาน สามารถแสดงแนวโน้มราคาของหุ้นด้วยการคำนวณจากสินทรัพย์ หนี้สิน และผลประกอบการในอดีตของบริษัทนั้น และแสดงคะแนนคุณภาพของบริษัทนั้นๆ โดยอาศัยอัลกอลิทึมของ Jitta Bloomberg เป็นแอพที่รวบรวมข้อมูลหุ้นและกองทุนมากมายให้ศึกษาจากทั่วทุกมุมโลก Krungsri Stock Expert แอพพลิเคชั่นสำหรับลูกค้า Krungsri Securities ที่ช่วยทำให้การซื้อขายหุ้นของเหล่านักลงทุนเป็นเรื่องง่าย เพราะมีข้อมูลหุ้นแบบทันเหตุการณ์ มีเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์และกราฟราคาแบบต่างๆ และบทวิเคราะห์ที่นำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี 3. อ่านบทวิเคราะห์เยอะๆ สำหรับสองข้อที่ผ่านมา จะค่อนข้างเน้นการติดตามข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง แต่นอกจากข้อมูลประเภทข้อเท็จจริงแล้ว การติดตามข้อมูลประเภทความคิดเห็นหรือบทวิเคราะห์นั้นก็จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับคุณตัวอย่างแหล่งที่คุณสามารถติดตามอ่านบทวิเคราะห์ได้ ได้แก่ Settrade โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีข้อมูลทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ และกองทุนรวม Finnomena แหล่งข้อมูลข่าวสารและบทวิเคราะห์วงการหุ้นและกองทุนของไทย Seeking Alpha / iBillionaire แหล่งรวมข้อมูลด้านการลงทุนจากนักลงทุนจากทั่วโลก สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหุ้นต่างประเทศ บทวิเคราะห์หุ้นดีๆ ในเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินเป็นอีกที่ที่มีผู้เชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล 4. เข้าร่วมกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการลงทุน นอกจากการศึกษาข้อมูลด้วยการอ่านแล้ว การศึกษาด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเล่นหุ้นก็เหมือนการออกกำลังกาย ถ้าคุณมีกลุ่ม สมาคม ไว้พูดคุยอัปเดตข่าวสาร ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกสนุก และเหมือนมีเพื่อนร่วมทางเพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ด้วยกัน ซึ่งในกลุ่มของนักลงทุนด้วยกันก็มักจะมีเทคนิค แนวทางการเล่นหุ้นที่น่าสนใจมาบอกกันด้วย ถ้าอยากพัฒนาตัวเองง่ายๆ ก็ลองฝึกตั้งคำถามรวมถึงลองเข้าไปตอบคำถามของคนอื่นในกลุ่ม โดยปัจจุบันมีกลุ่มของนักลงทุนหลากหลายให้ติดตามทั้งใน Facebook Group, LINE Group และเว็บบอร์ดต่างๆ 5. อ่านหนังสือหรือเข้าฟังสัมมนาเกี่ยวกับหุ้น ก่อนหน้านี้ เราได้แนะนำวิธีการศึกษาด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ตมาแล้ว แต่นอกเหนือจากการศึกษาด้วยตนเอง ก็คือการต่อยอดความรู้เพิ่มเติม หลังจากที่คุณศึกษาด้วยตนเองระดับนึงแล้วไปฟังสัมมนาหรือซื้อหนังสืออ่านเพิ่มเติมจะช่วยให้ได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเราสามารถเลือกศึกษาในหัวข้อที่เฉพาะเจาะจงกับความอยากรู้ของเราได้ การเล่นหุ้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความไว และการศึกษาข้อมูลในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ คุณควรจะแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาเข้าร่วมงานสัมมนาที่จัดเกี่ยวกับหุ้นสักหน่อย เพราะนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังทำให้ได้เจอนักลงทุนคนอื่น และยังเป็นการสร้างคอนเนคชั่นที่ดีอีกด้วย 6. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการเล่นหุ้นมีรายละเอียดและเทคนิคปลีกย่อยมากมาย และเราคนเดียวไม่อาจรู้และเข้าใจได้ทุกอย่าง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็เป็นอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งปัจจุบันนี้ช่องทางในการหาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนนั้นก็เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นกว่าในอดีต เช่น ธนาคารกรุงศรีมีผู้เชี่ยวชาญให้ปรึกษาเรื่องหุ้น 7. เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง สุดท้ายแล้วการพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุดคือการลงมือทำจริง ทั้งประสบการณ์ที่ดี และประสบการณ์ที่ล้มเหลว จะล้วนนำมาสู่ความรู้ อย่าเพิ่งกังวลกับอะไรมากเกินไปเพราะจะไปขัดขวางการพัฒนาตัวเองของเราได้ การเล่นหุ้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่างมาประกอบเข้าด้วยกันนั่นเอง ซึ่งการจะรู้ทันหุ้นได้ หลายครั้งนักลงทุนนั้นมักอาศัยวิธีใดแค่วิธีหนึ่ง แต่ทางที่ดีควรทำให้ครบทั้งหมดที่แนะนำมานี้ แล้วรับรองว่าคุณจะกลายเป็นนักลงทุน อีกหนึ่งคนที่รู้ทันหุ้น...
Read More
“หุ้น” กับ “กองทุนรวม” จะลงทุนทั้งทีอะไรดีกว่ากัน?

“หุ้น” กับ “กองทุนรวม” จะลงทุนทั้งทีอะไรดีกว่ากัน?

สำหรับใครคนไหนที่กำลังอยากจะเริ่มต้นลงทุน เชื่อได้เลยว่าจะต้องเกิดคำถามแล้วแหละว่าเราจะ ลงทุน อะไรดี ระหว่าง หุ้น กับ กองทุนรวม เพราะดูๆ แล้วก็เป็นการลงทุนที่น่าสนใจมากทั้งคู่ เพราะหุ้นนั้นน่าสนใจและน่าจะสร้างผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนรวม แต่ กองทุนรวมนั้นดูแล้วสบายๆ กว่าการลงทุนซื้อหุ้น เพราะไม่ต้องคอยดูตลาดทุกวัน มีคนคอยให้คำปรึกษาแบบมืออาชีพคงดีกว่า ก่อนอื่นไปดูกันก่อนว่า หุ้น และ กองทุน นั้นจริงๆ แล้วคืออะไร                 หุ้น คือการลงทุนเข้าเป็นเจ้าของร่วมในกิจการใดกิจการหนึ่ง ถ้าหากกิจการดังกล่าวได้กำไร เราก็ได้กำไรด้วย โดยกำไรที่ว่าอาจมาในรูปแบบเงินปันผล หรือในรูปแบบของส่วนต่างราคาก็ได้เช่นกัน                 กองทุน คือ การที่บริษัทจัดการกองทุนซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญในการลงทุนทำการรวบรวมเงินจากผู้ลงทุนทั้งหลาย แล้วนำเงินก้อนนี้ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามที่่แจ้งไว้ในหนังสือชี้ชวน โดยผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล หรือส่วนต่างราคากองทุนเมื่อเราขายออกไป เรามาดูการเปรียบเทียบเป็นข้อๆ กันไปเลย การเลือกลงทุน สำหรับการลงทุนในหุ้นต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่าจะซื้ออะไร ลงทุนเท่าไหร่ แต่สำหรับกองทุนรวมจะมีผู้จัดการกองทุนช่วยตัดสินใจในการเลือกหุ้นหรือสินทรัพย์ในการลงทุน เราเพียงแต่เลือกกองทุนตามนโยบายที่ต้องการ ผลตอบแทน ในการลงทุนซื้อหุ้นนั้นมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่สูง แต่ก็มีโอกาสที่จะขาดทุนสูงเช่นกัน (ความเสี่ยงเยอะ) ส่วนกองทุนรวมนั้นมีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ สูง-กลาง-ต่ำ ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนที่เลือก ความเสี่ยง สำหรับหุ้นนั้นมีความเสี่ยงสูง เพราะขึ้นอยู่กับชั่วโมงบินของผู้ลงทุน หรือประสบการณ์และความรู้ในการลงทุนนั่นเอง แต่สำหรับการลงทุนในกองทุนรวมนั้นความเสี่ยงจะต่ำ-กลาง-สูง ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ และความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ การกระจายการลงทุน หุ้นจะไม่มีการกระจายการลงทุนได้ แต่สำหรับกองทุนรวมมีการกระจายการลงทุนลงไปในสินทรัพย์ต่างๆ ตามแต่นโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ เงิน ลงทุน การเล่นหุ้นจะใช้เงินในการลงทุนมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับราคาหุ้นที่ลงทุน โดยปกติกระดานหลักต้องซื้ออย่างน้อย 100 หุ้น และเพิ่มขึ้น Lot ละ 100 หุ้น ส่วนกองทุนรวมนั้นมีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้ตามขั้นต่ำของกองทุนแต่ละกอง ค่าธรรมเนียม ในการลงทุนหุ้นจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมซื้อและค่าธรรมเนียมขาย เรียกว่า Brokerage Fee  จะเก็บจำนวนเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับโปรคเกอร์ที่ใช้บริการ ส่วนของกองทุนรวมจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายหลักทรัพย์ และค่าธรรมเนียมที่เก็บจากกองทุนรวม ขึ้นอยู่กับว่ากองไหนเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใดบ้าง สิทธิประโยชน์ทางภาษี หุ้นไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่เงินปันผลสามารถลองคำนวณขอเครดิตภาษี มีโอกาสได้เงินคืน แต่สำหรับกองทุนรวมบางอย่างเช่น LTF RMF สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามข้อกำหนดของสรรพากร การเปิดบัญชี หุ้นสามารถเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ (Broker) ส่วนกองทุนรวมนั้นจะเปิดกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ตัวแทนจำหน่าย หรือธนาคารที่เป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับ บลจ.นั้นๆ เมื่อทราบความเสี่ยงของตัวเองแล้วขั้นต่อไปซึ่งคือการเปิดบัญชีเพื่อลงทุนกันเลย วิธีการเปิดบัญชี หุ้น สำหรับการซื้อขายหุ้น เราต้องมีการเปิดบัญชีหุ้นหรือที่เรียกกันว่าการเปิดพอร์ต “โบรกเกอร์” ก็คือบริษัทหลักทรัพย์ที่ทำหน้าที่รับคำสั่งซื้อขายหุ้นจากผู้ลงทุน และนำเข้าสู่ระบบตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง สามารถเปิดบัญชีได้ง่ายๆ ด้วยการเตรียมเอกสารให้พร้อมและแสดงความต้องการเปิดบัญชี นอกจากนี้สามารถเปิด Port Online กับโบรกเกอร์ที่เราเลือกได้ โดยบัญชีหุ้นจะมีอยู่สามประเภท ได้แก่ บัญชีวางเงินล่วงหน้า (Cash Balance) : มีเงินในบัญชีนี้เท่าไหร่ซื้อหุ้นได้เท่านั้น โดยผู้ลงทุนต้องนำเงินฝากกับโบรกเกอร์ที่เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเมื่อมีการทำรายการสั่งซื้อหุ้น เงินจะถูกหักจากบัญชีทันทีบัญชีเงินสด (Cash Account) : ซื้อก่อนจ่ายทีหลัง บัญชีนี้โบรกเกอร์จะเป็นผู้พิจารณาวงเงินในการซื้อหุ้นตามหลักฐานการเงินที่ผู้ลงทุนนำมาแสดงตอนขอเปิดบัญชี โดยผู้ลงทุนจะต้องวางเงินเป็นหลักประกัน 20% ของวงเงินที่ต้องการจะลงทุนในครั้งแรกแต่ไม่เกินวงเงินที่บริษัทหลักทรัพย์อนุมัติ เมื่อลงทุนแล้ว บริษัทหลักทรัพย์ จะทำการตัดบัญชีของผู้ลงทุนใน 2 วันทำการถัดไปบัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance Account) : บัญชีกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ หรือที่เรียกกันว่าบัญชีมาร์จิ้น เป็นบัญชีที่สามารถกู้ยืมเงินจากโบรกเกอร์มาซื้อหุ้น แต่นักลงทุนต้องมีการเสียดอกเบี้ยสำหรับการกู้ยืมในส่วนนี้ด้วย กองทุน สำหรับกองทุน ท่านสามารถทำการเปิดบัญชีกองทุนได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์กองทุนรวม (บลจ.) หรือตัวแทนจำหน่าย เช่น ธนาคาร บริษัทหลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีบริการเปิดบัญชีกองทุนแบบ Online ไว้คอยอำนวยความสะดวก เรียบง่ายในการจัดการและเป็นมิตรกับมือใหม่นั่นเอง การ ลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในหุ้นหรือลงทุนในกองทุนรวม เราควรพิจารณาตามสไตล์และความพร้อมของตัวเองก่อนเลยว่าพร้อมที่จะลงทุนหุ้นหรือลงทุนในกองทุนรวมมากกว่ากัน หากเรามีเวลามาก มีทุนมาพอ คิดว่ารับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ และมีความรู้ หาความรู้เพิ่มเติมิยู่เสมอ หุ้นอาจเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับคุณ แต่หากว่าตัวคุณเองยังไม่มีทุนมากพอ หรือยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนสักเท่าไหร่ กองทุนรวมก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว อ่านบทความเพิ่มเติม : GALAXY HUNTER เกมยิงปลามาใหม่ ...
Read More
ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19

ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19

ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19 ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19 ในช่วงวิกฤตการณ์แบบนี้ นักลงทุนหลายๆท่านคงจะหุ้นตก หุ้นร่วงกันระนาว เพราะสถานการณ์ ระบาดอย่างหนัก ของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก จนถึงตอนนี้ ถือได้ว่าซาลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวว่าพบผู้ติดเชื้ออยู่เรื่อย ๆ แล้วเราจะลงทุนกับหุ้นตัวไหนดีล่ะ จึงจะมีกำไร และมีความเสี่ยง ที่จะขาดทุนน้อยที่สุด ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ แต่โอกาสนั้น มักจะเป็นของคนที่มีความรู้พร้อมรับมือ และสามารถที่จะฉวยโอกาส จากเหตุการณ์ ที่ไม่ปกติเช่นตอนนี้ได้ หากเกิดวิกฤตแต่เราเองไม่มีความรู้ หรือไม่สามารถนำตัวเองออกมาจากศูนย์กลางของวิกฤตได้ทัน นั่นอาจจะกลายเป็นวิกฤตของเราเอง ไวรัส Covid-19 นั้น เป็นโรคระบาดที่สามารถระบาดจากคนสู่คนได้ คาดว่าจุดกำเนิดนั้นเกิดขึ้น จากการติดเชื้อระหว่างสัตว์ป่าสองสายพันธ์ุ ณ ตลาดค้าขายเนื้อสัตว์ป่าในประเทศจีนความน่ากลัวของ Covid-19 นั้นไม่ใช่ความรุนแรง และอัตราการเสียชีวิตของคนได้ แต่เป็นความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และไร้ร่องรอย ทำให้มันสามารถแพร่ระบาดไปในวงกว้างได้อย่างง่ายดายโดยที่มนุษย์ไม่สามารถตั้งมือรับและควบคุมการระบาดได้ทัน ในช่วงเดือนมกราคม พี่ผ่านมานั้น ได้มีข่าวการแพร่ระบาดครั้งแรก ของไวรัสชนิดนี้ในเมืองหนึ่งของประเทศจีนการระบาดส่วนใหญ่ ในช่วงเดือนแรกของปีนั้น อยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก ส่วนเหตุการณ์ ที่น่าจะเป็นตัวจุดชนวน ให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ก็น่าจะเป็นเทศกาลตรุษจีน และเนื่องจากไวรัสชนิดนี้ ใช้เวลาตั้ง 14 วันในการฟักตัว และทำให้ผู้ติดเชื้อเริ่มแสดงอาการ ทำให้ ไม่มีใครระมัดระวังในการป้องกันในช่วงแรก ๆ จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื้อง จากวันละหลักร้อยจนกลายเป็นวันละหลายพันเคส ทำให้จีนต้องสั่งปิดเมืองอย่างเด็ดขาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อถูกแพร่ออกไปนอกประเทศ ทุกๆ อย่างนั้น ดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้นเมื่อประเทศจีน ได้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดยดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อ ที่เริ่มคงที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความหวังก็ต้องหมดไป เมื่อโรคนี้เริ่มแพร่ระบาดเข้าสู่ต่างประเทศ โดยประเทศที่ได้รับการแพร่ระบาดหนักต่อมา คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั่นเอง เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่สามารถรับมือ กับสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดในช่วงแรกจากเหตุการณ์ Super Spreader แต่ท้ายที่สุดยอด ผู้ติดเชื้อนั้น ก็ได้เริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ในระหว่างที่จำนวนผู้ติดเชื้อ ก็มีเกิดขึ้นบ้างในประเทศฝั่งยุโรป และอเมริกา ซึ่งจำนวนนัน้ค่อนข้างที่จะน้อย และดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะความประมาทเป็นเหตุ ทำให้ประเทศเหล่านี้ ไม่ได้มีการรับมืออย่างจริงจัง จนจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องจนถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ จากเคสผู้ติดเชื้อ Covid-19 ที่เพิ่มวันละหลักพันคน กลายมาเป็นวันละหลักหมื่นคน และขึ้นไปถึงจุดสูงสุดถึงหลักแสนคนคนเลยทีเดียว อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อในฝั่งยุโรปนั้น สูงกว่าที่จีนอย่างมาก ยิ่งจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น ความสามารถในการรองรับของโรงพยาบาลก็ต่ำลงไปด้วย ผู้ป่วย ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกคน บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นที่จะต้องเลือกว่าผู้ป่วยระดับไหน ที่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาพักในโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษา ผู้ป่วยบางคนที่อาการเกินระดับที่จะรักษาได้ ก็จะต้องถูกเลือกปล่อยให้เสียชีวิตลง ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 เป็นช่วงที่มีอัตราการแพร่ระบาด เพิ่มขึ้นอย่างเท่าทวีคูณ ทำให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มมีการปิดประเทศ และปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ถึงแม้ว่าการปิดเมือง จะส่งผลดีต่อการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจนั้น รุนแรงมหาศาล เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศนั้นหยุดชะงักลง ยิ่งการปิดประเทศกินระยะเวลานานเท่าไหร่ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการเงินที่สะสมไว้ใต้พรมของแต่ละประเทศ ก็ยิ่งถูกเปิดออกมามากเท่านั้น นี่เป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ เพราะหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น หลาย ๆ สถาบันอาจจะล้มลง และเกิดผลกระทบแบบโดมิโน ประเทศที่น่าจับตามอง คือประเทศอิตาลี ซึ่งมีการแพร่ระบาดในระดับสูง การที่อิตาลี มีการแพร่ระบาดสูง จนทำให้ต้องปิดประเทศ ก็อาจจะเป็นตัวชนวนให้เกิดอะไรอื่น ๆ ตามมาหรือไม่ เพราะอิตาลี เองก็มีหนี้ภาครัฐสูงเป็นอันดับ 2 ของ EU รองจาก Greece ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีข่าวดีเกิดขึ้น ไม่ใช่การแพร่ระบาดได้หยุดลงแล้ว แต่เป็นการอัดฉีดเม็ดเงิน เข้าสู่ระบบจำนวนมหาศาลทั่วโลก แน่นอนว่าการอัดฉีดเงินจำนวนมากเท่านี้ จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่อย่างน้อยก็เป็นการปิดความเสี่ยงเรื่องการล้มลงของสถาบันใหญ่ ๆ และทำให้ระบบยังสามารถดำเนินต่อไปได้นั่นเอง พูดภาษาชาวบ้านได้ว่า “ขอไปตายเอาดาบหน้า” ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2563 เป็นภาวะที่ดูน่ากลัวเป็นอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจโลก จนหลาย ๆ คนเริ่มมองแง่ร้ายถึงขนาดการล่มสลายของทุนนิยม ระบบทุนนิยมนี่มันงูกินหางตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน...
Read More
เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง

เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง

เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง หลังจากโควิด 19 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก็มีสัญญาณระบาดหนักไปทั่วโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าลงท่ามกลางแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ตามปัจจัยทางเทคนิค หลังเงินบาทอ่อนค่าทะลุแนว 31.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ ประกอบกับตลาดมีความกังวลมากขึ้นต่อสัญญาณการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกล่าช้าออกไป อย่างไรก็ดี สถานะซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยในระหว่างสัปดาห์ของนักลงทุนต่างชาติช่วยจำกัดกรอบการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ได้บางส่วน ในวันศุกร์ (10 ก.ค.) เงินบาทกลับมาปิดตลาดในประเทศที่ระดับ 31.27 หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ 31.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 ก.ค.) สำหรับสัปดาห์ถัดไป (13-17 ก.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.10-31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนมิ.ย. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และ Beige Book ของเฟด นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามข้อมูลจีดีพีไตรมาส 2/63 และตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือน มิ.ย. ด้วยเช่นกัน ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย หุ้นไทยปรับตัวลงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,350.50 จุด ลดลง 1.59% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 71,254.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.57% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.10% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 302.74 จุด สำหรับสัปดาห์ถัดไป (13-17 ก.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,330 และ 1,300 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,365 และ 1,380 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/63 ตลอดจนความคืบหน้าเกี่ยวกับการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของไทย สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดค้าปลีก ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของ BOJ และ ECB รวมถึงจีดีพีไตรมาส 2/63 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมิ.ย.ของจีน ข้อมูลเพิ่มเติม เงินบาทแข็งค่า หรือเงินบาทอ่อนค่า เกิดจากความต้องการของมนุษย์เป็นหลักหรือก็คือ ความต้องการซื้อ (อุปสงค์) และความต้องการขาย (อุปทาน) เงินสกุลไหนที่มีความต้องการมากหรือไม่มีความต้องการ ปริมาณเสนอซื้อและเสนอขายก็จะขยับไปตามความต้องการของมนุษย์หมู่มาก โดยจะมีปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ทำให้ความต้องการของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป อันดับหุ้นที่มีมูลค่า ซื้อ-ขาย โดดเด่นที่สุด (13 ก.ค. 2563) 1. STGT ซื้อขาย 378.01 ล้านบาท ราคาหุ้น +3.00 (+4.03%)2. CPF...
Read More
ธุรกิจมาแรง ปี 2563 รู้ก่อนได้เปรียบ ใช้ทุนน้อยกำไรงาม

ธุรกิจมาแรง ปี 2563 รู้ก่อนได้เปรียบ ใช้ทุนน้อยกำไรงาม

วันนี้จะพาเพื่อนๆมารู้จัก ธุรกิจมาแรง ปี 2563 โดยส่วนใหญ่รูปแบบธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการและรู้พฤติกรรมของลูกค้าเท่านั้นถึงจะไปต่อได้หรืออยู่รอดในยุคปัจจุบันถึงจะประสบความสำเร็จ นั่นเป็นเพราะว่าลูกค้ามีแนวโน้มที่จะใช้บริการร้านและธุรกิจที่ตอบสนองต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาได้ และลูกค้ายินดีจ่ายเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าเสมอ ทีนี้มาดูกันว่าธุรกิจในปี 2020 จะมีธุรกิจไหนมาแรงบ้าง ไปชมกันเลย ธุรกิจความงาม ธุรกิจความงามยังคงไปต่อได้และไม่เคยล้าสมัยเลย เพราะหนุ่มๆสาวๆให้ความสนใจกับรูปร่างผิวพรรณอยู่เสมอ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นแบรนด์น้อย ใหญ่ ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อนในอุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในธุรกิจอาหารเสริมที่เติมโตและมีมูลค่าสูงก็คือ อาหารเสริมความงาม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ ธุรกิจเกี่ยวกับความงาม จะเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนในปี 2020 นี้ ธุรกิจเกี่ยวกับแม่และเด็ก แม้ตลาดในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มสินค้าเฉพาะ แต่สินค้าเฉพาะเหล่านี้แหละที่กลับเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีแนมโน้มว่าต้องการ ไอเดียใหม่ๆ ที่เหมาะกับพ่อแม่ยุคปัจจุบัน อย่างเช่น เสื้อผ้าเด็ก ขนมเด็ก ของเล่นเสริมพัฒนาการเสริมไอเดียในตลาดนี้พบว่าพ่อแม่เน้นสร้างความฉลาด สร้างจินตนาการให้ลูกๆ ถ้าเป็นของเล่นธรรมดาๆไม่น่าจะดึงดูดใจได้อีกต่อไปแล้ว ธุรกิจมาแรง ปี 2563 ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ในธุรกิจนี้ยังคงเติบโตมาอย่างต่อเนื่องและมาแรงขึ้นทุกๆปี จะเห็นได้ว่าลูกค้าจะหันมาให้ความสนใจสุขภาพกันมากขึ้น มีการดื่มน้ำหรืออาหารเสริมที่มีน้ำตาลน้อย และเน้นไปที่อาหารสุขภาพพร้อมทานทันที และยังคงให้ความสำคัญของอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และเน้นเฉพาะบุคคลอีกด้วย คุณสามารถเริ่มได้โดยลองหันมาจับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพง่าย ๆ อย่างขายอาหารและเครื่องดื่ม หรือเปิดฟิตเนสและให้คำปรึกษาทางด้านสุขภาพ เราเชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้น่าจะอินเทรนด์ตลาดและทำกำไรได้ไม่น้อยในปี 2020 แต่ว่า ธุรกิจสุขภาพบางอย่างอาจต้องใช้เวลาคืนทุนนานหน่อย แต่มันก็คุ้มที่จะเสี่ยง ธุรกิจซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์เติบโตสูง ต่อเนื่องจากการที่เทคโนโลยีเติบโตมาเชื่อมต่อกับผู้ซื้อและผู้ขายเข้าหากันได้ง่ายขึ้น ประกอบกับผู้คนต้องอยู่บ้าน หรือ Work From Home ออกไปข้างนอกไม่ได้สะดวก การซื้อขายออนไลน์ จึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงจุดนี้ ทำให้หลาย ๆ แพลฟอร์มออนไลน์เติบโตสูงธุรกิจร้านไหนไม่มีบริการเดริเวอรี่ ก็อาจพลาดโอกาสของการสั่งสินค้าออนระบบออนไลน์ได้ ที่เราเห็นได้ชัดเจนในธุรกิจนี้คือ การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่นชื่อดัง ธุรกิจสัตว์เลี้ยง หนึ่งในตลาดที่กำลังเติบโตแรงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ต้องยกให้ "ธุรกิจสัตว์เลี้ยง" เพราะด้วยไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันที่เปลี่ยนไป เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบอิสระอยู่เป็นโสดมากขึ้น ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายมาเป็นเพื่อนแก้เหงา เพื่อนรู้ใจ เหมือนเป็นหนึ่งสมาชิกในครอบครัวไปแล้ว จึงไม่แปลกถ้าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงจะคึกคักอย่างมาก ได้แก่ อาหารสัตว์เกรดพรีเมียม ค่าเฟ่สัตว์ บริการอาบน้ำ ตัดขน คลิกนิกสุขภาพสัตว์เลี้ยง และประกันภัยสัตว์เลี้ยง ธุรกิจเกี่ยวกับที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ เถียงไม่ได้ว่าธุรกิจน่าลงทุนปี 2020 ก็คือการตลาดออนไลน์ เพราะในยุคที่ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) มาแรง และการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ได้รับความนิยมมาขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ คนที่จับทางเทรนด์และปรับตัวตามกระแสเท่านั้นจึงจะอยู่รอดและมีโอกาสเติบโต ซึ่งหากคุณมีความรู้ความสามารถด้านนี้อยู่แล้ว ทำไมไม่ลองพิจารณาดูล่ะ ? ลองหาเงินทุนมาเริ่มต้นดู ยังไงก็มีโอกาสทำเงินแน่นอน มาดูกันว่าธุรกิจไหนมีความเสี่ยงมากกว่ากัน โดยธุรกิจเหล่านี้ยังไม่ถึงกับเป็นธุรกิจดาวรุ่งมาแรง แต่มีความเสี่ยง ประกอบด้วย ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ธุรกิจร้านกาแฟ ที่ทำเลไม่ดี ไม่มีแฟรนไชส์ และขนาดเล็ก ธุรกิจร้านชานมไข่มุก ที่ทำเลไม่ดี เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก อีกทั้งยังตัดราคากันเอง ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง คลินิกเสริมความงาม ธุรกิจเครื่องสำอาง และอาหารเสริม ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำเลไม่ดี ธุรกิจเบเกอรี่ร้านอาหารที่เพิ่งเปิด และมีขนาดเล็ก ถ้ารายได้น้อยจะลงทุนธุรกิจอะไรดี มาดูและลองวิเคราะห์การลงทุนธุรกิจเหล่านี้ดู เนื่องจากใช้ทุนน้อยเหมาะกับหลายๆคนอย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญจะต้องเลือกจากสิ่งที่ตัวเองชอบหรือถนัดก่อนอันดับแรก ลงทุนโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นพวก Gen Y หากในปี 2563 ใครมีแผนในการออกสินค้าตัวหรือบริการตัวใหม่ๆ หากต้องการลดความเสี่ยง ขอแนะนำให้จับกลุ่ม “Gen Y” ไว้ ซึ่งการลงทุนกับกลุ่ม Gen Y ที่วิเคราะห์แล้วว่า จะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกำลังหลักในการทำงานบ่งบอกถึงการมีกำลังซื้ออยู่ในมือเนื่องจากหารายได้ด้วยตนเอง โดย Generation Y คือกลุ่มคนที่เกิดช่วง 1981-1997 บุคคลกลุ่มนี้มีลักษณะชื่นชอบสินค้าในสิ่งที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์หรือแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ มีความแปลกแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ขณะที่ราคาต้องเหมาะสมและคุ้มค่า ซึ่งวิธีเข้าถึงคนกลุ่มนี้จึงต้องสร้างประสบการณ์กับสินค้าให้กับผู้ใช้ได้เข้าถึงสินค้า มีการโต้ตอบสื่อสารจากแบรนด์โดยตรงและรวดเร็ว มีความรู้สึกว่าตนใกล้ชิดและเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ธุรกิจด้านดิจิทัล ใครที่ไม่รู้ว่าจะไปเริ่มลงทุนกับอะไร บางคนบอกว่ามีทุนน้อยไม่รู้จะทำอะไรดี ลองสำรวจตัวเองดูว่าถ้าทุนน้อยแต่มีความสามารถด้าน ดิจิทัล อันนี้โป๊ะเช๊ะ เพราะใช้หากินได้แน่นอน โลกยุคใหม่ใครเก่งด้านดิจิทัลได้เปรียบสุดๆ ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำ แค่มีความสามารถด้านดิจิทัล ก็หารายได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็นรับจ้างเขียนโปรแกรม รับจ้างวาดสติ๊กเกอร์ไลน์ , รับออกแบบแอพพลิเคชั่น , วางระบบเครือข่าย...
Read More
มาทำความรู้จักกับคำว่า ตราสารหนี้ กันเถอะ

มาทำความรู้จักกับคำว่า ตราสารหนี้ กันเถอะ

ตราสารหนี้ คำนี้หลายๆคนที่เป็นนักลงทุนหรือชอบเล่นหุ้นคงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่สำหรับผู้ที่กำลังสนใจเรื่องของหุ้นหรือธุรกิจอยู่ล่ะก็ อย่าพลาดบทความนี้เป็นอันขาด มันจะเป็นอย่างไรนั้น มาดูกันเลย ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ (ผู้ลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้รับ “เงินต้น” คืนเมื่อครบกำหนดอายุตัวอย่างตราสารหนี้ที่พบเห็นทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน เหตุผลที่ควรลงทุนเกี่ยวกับตราสารหนี้ + ตราสารหนี้มีอายุตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 20 ปี ระดับความเสี่ยงหลากหลายผู้ลงทุนเลือกได้ตามต้องการ + เมื่อลงทุนแล้วจะได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดๆตามที่ระบุไว้ในหน้าตั๋ว เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้แน่นอน สม่ำเสมอ + พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป + ผู้ลงทุนในตราสารหนี้มีฐานะเป็น “เจ้าหนี้”ขณะที่ผู้ลงทุนในหุ้นมีฐานะเป็น “เจ้าของ”เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับเงินคืนก่อนเจ้าของเสมอ + ราคาและผลตอบแทนจากตราสารหนี้ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้น จึงช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนโดยรวมได้เป็นอย่างดี + ผู้ลงทุนสามารถขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดได้ ซึ่งสภาพคล่องในการซื้อขายอาจแตกต่างกันไปตามปริมาณและประเภทของตราสารหนี้นั้นๆ ดัชนีตราสารหนี้ ดัชนีตราสารหนี้ (Bond Index) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหว ของตลาดตราสารหนี้ โดยราคาตราสารหนี้จะเป็นตัวสะท้อนภาวะของอัตราดอกเบี้ย ในตลาด กล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลง ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัว เพิ่มขึ้น ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถใช้ดัชนีตราสารหนี้เป็น เกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ในการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนของตนเองเมื่อเทียบกับตลาด ซึ่งอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นควบคู่ ไปด้วย เช่น ประเภทตราสาร หรืออายุเฉลี่ย ของตราสารหนี้ (Duration) ฯลฯ ตราสารหนี้ภาครัฐ การจองซื้อประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนทั่วไปตราสารหนี้ที่ซื้อได้ : พันธบัตรออมทรัพย์ เงินลงทุนขั้นต่ำ : 1,000 บาท ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) : ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง (BBL / KBANK / KTB / SCB) การประมูล ประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนสถาบัน ตราสารหนี้ที่ซื้อได้ : พันธบัตรประเภทอื่นๆ เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ เงินลงทุนขั้นต่ำ : ไม่ระบุ ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) :  ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งบริษัทหลักทรัพย์ (บล. หรือโบรกเกอร์) 29 แห่ง วิธีการประมูล  ประมูลแบบแข่งขันราคา (Competitive Bid) ประมูลแบบไม่แข่งขันราคา (Non-Competitive Bid) ตราสารหนี้ภาคเอกชน การเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป(Public Offering : PO) ประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนทั่วไป เงินลงทุนขั้นต่ำ : 50,000 – 100,000 บาท ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) : ธนาคารพาณิชย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ออก การจัดอันดับตราสารหนี้ : มี การเสนอขายให้แก่ผู้ซื้อในวงจำกัด(Private Placement : PP) ประเภทผู้ลงทุน :  ผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10...
Read More
EGCO ราคานี้น่าลุ้นไหม หลังไตรมาสแรกพลิกขาดทุน?

EGCO ราคานี้น่าลุ้นไหม หลังไตรมาสแรกพลิกขาดทุน?

EGCO ร่วงสองวันติด ราคานี้น่าลุ้นไหม หลังไตรมาสแรกพลิกขาดทุน? EGCO ร่วงสองวันติด วานนี้ลดลงเกือบ 3% พร้อมแรงขายหนาแน่น หลังนักลงทุนผิดหวังงบไตรมาสแรกพลิกเป็นขาดทุน หลังขาดทุนค่าเงินเกือบ 3 พันลบ. แต่พบกำไรจากการดำเนินงานปกติกลับเติบโต 5.5% นักวิเคราะห์บอกมีลุ้นไตรมาส 2 พลิกเป็นกำไร เพราะเข้าช่วงไฮซีซั่นการใช้ไฟฟ้า บวกกับไม่มีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนทั้งปีคาดกำไรใกล้เคียงปีก่อนที่ 1 หมื่นลบ. กูรูส่วนใหญ่แนะนำซื้อ เพื่อเก็งกำไรผลงานไตรมาส 2 แถมราคาบวกอัตราตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 29% วานนี้ราคาหุ้น บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เจอถล่มต่อเนื่องเป็นวันที่สอง -2.60% มาปิดที่ 262 บาท ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นผิดปกติ +135.45% หลังจากสร้างความผิดหวังให้ตลาดประกาศผลกำไรไตรมาสแรกที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ ไตรมาสแรกพลิกขาดทุนจากค่าเงิน แต่กำไรจากการดำเนินงานยังโต 5.5% บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส ระบุว่า EGCO รายงานผลขาดทุน 413 ล้านบาท ในไตรมาส 1/63 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากงวดก่อนหน้าที่มีกำไร 2.5 พันล้านบาท และต่ำกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้ เพราะได้รับปัจจัยกดดันหลักจากการบันทุกกลับเป็นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธฺสูงสุดถึง 2.9 พันล้านบาท แต่หากตัดรายการพิเศษดังกล่าวพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติพบว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 2.1 พัน้ลานบาท รับปัจจัยหนุนจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นถึง 41.5% อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่มีการ Shutdown ไปในไตรมาส 4/63 ก็กลับมาเดินเครื่องผลิตปกติเช่น BLCP นอกจากนี้รับผลบวกจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงสู่ระดับปกติ มีลุ้นไตรมาส 2/63 พลิกกำไร เหตุเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ไม่มีขาดทุนค่าเงิน อย่างไรก็ดี บล.เอเชียพลัส กลับมองว่า แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 2/63 ของ EGCO จะเติบโตจากไตรมาสแรกรับช่วง High Season ของการใช้ไฟฟ้าในฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยเฉลี่ยจะปรับตัวทำระดับสูงสุดของปี อีกทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ คาดจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นหลังจากฝนที่เริ่มตกในช่วงเดือน พ.ค. ขณะที่ในส่วนของผลการดำเนินงานสุทธินั้นคาดจะพลิกกลับเป็นกำไรได้ เพราะคาดจะไม่มีการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในระดับสูงเช่นที่เกิดขึ้นในงวดไตรมาสแรก ส่วนทางกับ บล.บัวหลวง ระบุว่า การประมาณการของเราบ่งชี้ว่ากำไรหลักในไตรมาส 2/63 จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก (ผลขาดทุนจากโรงไฟฟ้า XPCL, อัตราก าไรขั้นต้นจากโรงไฟฟ้า Paju ลดลง, และความต้องการใช้ไฟฟ้าในต่างประเทศปรับตัวลดลง เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19) แต่เพิ่มขึ้นไตรมาสก่อนหน้า (ไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าQuezon และรายได้AP เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลสำหรับโรงไฟฟ้า IPP) และด้วยสมมุติฐานที่ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในต่างประเทศจะกลับสู่ระดับปกติภายในเดือนมิ.ย. และคาดว่ากำไรหลักของ EGCO ในไตรมาส 3/63 จะขยายตัวช่วงเดียวกันปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า และแตะระดับสูงสุดของปี2563 โดยกำไรหลักในไตรมาส 4/63 น่าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า (แต่สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน) เนื่องจากผลประกอบการที่อ่อนตัวตามฤดูกาลจากโรงไฟฟ้า Paju, BLCP, และ XPCL ทั้งปีคาดกำไรใกล้เคียงปีก่อนที่ 1 หมื่นล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 นั้น บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับลดประมาณการกำไรจากการดำเนินงานปกติลง 14% จากเดิม เพื่อสะท้อนการปรับลดกำไรจากโรงไฟฟ้า BLCP ที่ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลงค่อนข้างมีนัยฯ เพราะเข้าสู่ช่วงท้ายของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยจะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี ในปี 2565 ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจากนี้จะมีส่วนแบ่งกำไรให้ EGCO เหลือราว 600-700...
Read More
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) กระแสของการออม เพื่อให้เงินงอกเงย ดีกว่าเก็บแช่เป็นเงินเย็น ที่ไม่ได้ผลิดอกออกผล  จนทำให้ มนุษย์เงินเดือนและผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลาย หาหนทางให้เงินที่หามาได้นั้น เพิ่มพูนขึ้น และเป็นที่มาของการนำเงิน ไปลงทุนในหลาย ๆ รูปแบบที่สถาบันการเงินต่างนำเสนอ ทั้งการฝากประจำปลอดภาษี ที่ได้ดอกเบี้ยมากกว่าฝากประจำทั่วไป แถมยังปลอดภาษีอีกด้วย หรือจะเป็นการลงทุนในหุ้นที่แม้ตอนนี้ จะมีความผันผวนสักหน่อยแต่ก็ยังเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นักลงทุนนิยมกัน ในขณะที่อีกหลายคนก็ขอเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่มีนำเสนอให้เลือกลงทุนตั้งแต่ระดับความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง  แต่ยังมีอีกรูปแบบการลงทุนหนึ่งที่อยากจะแนะนำ นั่นคือ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ทำความเข้าใจก่อนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล สำหรับใครที่กำลังเล็ง ๆ อยู่ว่าจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลดีไหม มาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อน ว่าพันธบัตรรัฐบาลคืออะไร ตราสารหนี้รัฐบาล ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ ผู้ซื้อหรือนักลงทุน มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ที่ได้รับการชำระหนี้และผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล จากลูกหนี้คือรัฐบาลหรือหน่วยงานที่ออกพันธบัตรนั้น ๆ จะเห็นว่า การลงทุนในพันธบัตรนั้น จะเข้าใจได้ง่ายตรง ๆ ไม่ซับซ้อน เข้าใจยากเหมือนการลงทุนแบบอื่น ๆ แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาล ถึงน่าลงทุน เพราะว่าความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หาย ได้รับผลตอบแทนดีกว่า ฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ  ได้รับผลตอบแทน เป็นอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากำหนด ระยะเวลาลงทุน ไม่นานมาก เช่น 3 ปี 5 ปี 7 ปี เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น ซื้อพันธบัตรมาเก็บไว้ จนถึงเวลาที่ต้องไถ่ถอน ตามกำหนดสัญญาก็จะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยรายปี ปีละประมาณ 3% แต่อย่างที่บอกว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ดังนั้น ก็ยังคงมีความเสี่ยงและเงื่อนไขการลงทุนที่ต้องศึกษาอยู่ดีครับ เรามาค่อย ๆ ดูกันว่ามีอะไรบ้าง ประเภทของพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรตั๋วเงินคลัง มีความมั่นคงสูงที่สุด เพราะออกโดยกระทรวงการคลัง ความเสี่ยงจึงมีน้อย แต่ก็จะได้รับผลตอบแทนต่ำ ตามไปด้วย ตั๋วเงินคลังไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่ใช้วิธีขายต่ำกว่าเพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ระยะเวลาไถ่ถอน ไม่เกิน 1 ปี และไม่ได้รับดอกเบี้ย พันธบัตรตั๋วสัญญาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ออกโดยสถาบันการเงิน เพื่อระดมทุนช่วยเหลือ ฟื้นฟูกองทุน และพัฒนาสถาบันการเงิน มีความเสี่ยงมากกว่า ตั๋วเงินคลัง ให้ผลตอบแทน ด้วยวิธีขายต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว แต่ไถ่ถอนคืนเต็มราคา ระยะเวลาไถ่ถอน ภายใน 6 เดือน และไม่ได้รับดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาล เราคุ้นเคย กับพันธบัตรประเภทนี้มากที่สุด ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมทุนไปใช้ในการบริหารประเทศ ลดการขาดดุล ทางการเงิน ถือเป็นตราสารหนี้ระยะยาว ระยะเวลาไถ่ถอน มากกว่า 1 ปี และได้รับ ดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง พันธบัตรออมทรัพย์ เป็นการซื้อพันธบัตร เพื่อออมทรัพย์ โดยจะขายให้กับบุคคลทั่วไป และองค์กรไม่แสวงหากำไร ในสังกัดของรัฐบาล ระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี ขึ้นไป และได้รับ ดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง สิ่งที่ต้องแบกรับ ความเสี่ยง...
Read More
3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่

3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่

3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่ 3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่ การซื้อหุ้น สำหรับมือใหม่ เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง น่าปวดหัวเพราะมีตัวเลขเยอะ กระพริบไปมาเต็มไปหมด บทความนี้ จะนำเอา 3 สเต็ปการซื้อหุ้น สำหรับมือใหม่หัดเล่น มาให้ได้ศึกษากัน เราสามารถทดลองเล่นหุ้น ได้ก่อนที่จะลงทุนจริง ได้ตามเว็บไซด์ต่าง ๆ ที่เปิดให้ทดลองเล่น แถมยังมีเครดิตให้อีกด้วย ยกตัวอย่าง Click2Win เป็นเว็บไซด์ ที่ทุกอย่างเหมือน ตลาดหุ้นจริง จำลองมาไว้ให้ได้ทดลองเล่นกัน การที่เราจะซื้อหุ้น ทั้งทีต้องศึกษา หาข้อมูลให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เพราะการลงทุนทุกอย่าง มีความเสี่ยง 3 สเต็ปมีอะไรบ้าง มาดูกัน 1. ต้องเปิดบัญชี ก่อนที่ซื้อหุ้น เป็นขั่นตอนแรกเลยสำหรับการ ซื้อ-ขาย หุ้น 2. สามารถเล่นผ่านมือถือได้ สะดวกด้วย เราสามารถ ซื้อ-ขาย หุ้นผ่าน Application ได้แล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะใช้ Application ที่ชื่อว่า Streaming ในการซื้อหุ้น สามารถโหลดได้ทั้ง Google Play แล้ว App Store สะดวกและง่ายมาก หลังจากที่โหลด Application เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถสร้าง Account ได้เลย เท่านี้ก็พร้อมที่จะ ซื้อ-ขาย หุ้นกันแล้ว 3. เข้าไปที่เว็ปไซด์ของ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศ เพื่อศึกษาว่า ตัวไหนที่สามารถซื้อได้ จะมีลิสต์ ชื่อหุ้น ต่าง ๆ ให้ดู แถมยังดูแยกตาม อุตสาหกรรมที่สนใจได้ด้วย เช่น สนใจหุ้น AIS ชื่อเต็มคือ Advance Info Service ชื่อหุ้นก็คือ ADVANC เป็นต้น เมื่อหาชื่อหุ้นไม่เจอก็สามารถเปิดดูจาก เว็ปไซด์ของ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศ เมื่อรู้ชื่อหุ้นแล้ว ก็เข้า Application Streaming แล้วพิมพ์ชื่อหุ้น ที่จะ ซื้อ-ขาย ได้เลย ใส่จำนวนราคา ที่ต้องการไว้ แล้วถ้ามีคนยินดีขายให้ ตามราคาที่ใส่ไว้ ก็จะเกิดการ Match หุ้นก็จะเข้ามาอยู่ในพอร์ต การซื้อขายหุ้นทุกครั้งอย่าลืมตอบให้ได้ว่า ซื้อทำไม แล้วจะขายเมื่อไหร่ ทั้งในกรณีที่มีกำไร และกรณีที่ขาดทุน เป็นคำถามพื้นฐานของคนเล่นหุ้นที่ต้องรู้ นอกจากนั้น ยังสามารถศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหุ้นได้ ตามหนังสือ หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือศึกษาจาก นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มีมากหมายหลายช่องทาง ให้ไปศึกษา ก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำเช่นกัน หรืออาจจะไปทดลองเล่นตามเว็บไซด์ต่าง ๆ ที่เปิดให้ทดลองเล่น ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับมือใหม่อีกเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนในหุ้น จะต้องตระหนักถึง ความเสี่ยง ในการลงทุนเสมอ เพราะไม่มีอะไรจะเป็นหลักประกัน ได้ว่าการลงทุนในหุ้น จะต้องให้ผลตอบแทนที่สูง กลับคืนแก่ผู้ลงทุนเสมอไป ผลตอบแทนที่ได้รับ อาจจะสูงหรือต่ำ หรืออาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนเลยก็ได้ ดังนั้นนักลงทุนควรเลือก ทางเลือกการลงทุนที่สอดคล้อง กับระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน หากกลัวความเสี่ยงมาก ก็ควรเลือกลงทุน ที่มีความเสี่ยงในระดับที่ไม่สูงนัก และยอมรับระดับอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงเช่นกัน แต่หากผู้ลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ ก็อาจจะเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงได้ ความเสี่ยงจากตัวของเราเอง เป็นความเสี่ยงที่ ถือว่าเป็น ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการลงทุน เลยก็ว่าได้ เพราะคนส่วนใหญ่นั้น มักที่จะมองเห็นหรือรู้จัก จุดอ่อนภายนอกมากกว่าภายในจิตใจตนเอง แทบทั้งนั้น...
Read More