ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19

ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19

ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19 ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19 ในช่วงวิกฤตการณ์แบบนี้ นักลงทุนหลายๆท่านคงจะหุ้นตก หุ้นร่วงกันระนาว เพราะสถานการณ์ ระบาดอย่างหนัก ของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก จนถึงตอนนี้ ถือได้ว่าซาลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวว่าพบผู้ติดเชื้ออยู่เรื่อย ๆ แล้วเราจะลงทุนกับหุ้นตัวไหนดีล่ะ จึงจะมีกำไร และมีความเสี่ยง ที่จะขาดทุนน้อยที่สุด ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ แต่โอกาสนั้น มักจะเป็นของคนที่มีความรู้พร้อมรับมือ และสามารถที่จะฉวยโอกาส จากเหตุการณ์ ที่ไม่ปกติเช่นตอนนี้ได้ หากเกิดวิกฤตแต่เราเองไม่มีความรู้ หรือไม่สามารถนำตัวเองออกมาจากศูนย์กลางของวิกฤตได้ทัน นั่นอาจจะกลายเป็นวิกฤตของเราเอง ไวรัส Covid-19 นั้น เป็นโรคระบาดที่สามารถระบาดจากคนสู่คนได้ คาดว่าจุดกำเนิดนั้นเกิดขึ้น จากการติดเชื้อระหว่างสัตว์ป่าสองสายพันธ์ุ ณ ตลาดค้าขายเนื้อสัตว์ป่าในประเทศจีนความน่ากลัวของ Covid-19 นั้นไม่ใช่ความรุนแรง และอัตราการเสียชีวิตของคนได้ แต่เป็นความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และไร้ร่องรอย ทำให้มันสามารถแพร่ระบาดไปในวงกว้างได้อย่างง่ายดายโดยที่มนุษย์ไม่สามารถตั้งมือรับและควบคุมการระบาดได้ทัน ในช่วงเดือนมกราคม พี่ผ่านมานั้น ได้มีข่าวการแพร่ระบาดครั้งแรก ของไวรัสชนิดนี้ในเมืองหนึ่งของประเทศจีนการระบาดส่วนใหญ่ ในช่วงเดือนแรกของปีนั้น อยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก ส่วนเหตุการณ์ ที่น่าจะเป็นตัวจุดชนวน ให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ก็น่าจะเป็นเทศกาลตรุษจีน และเนื่องจากไวรัสชนิดนี้ ใช้เวลาตั้ง 14 วันในการฟักตัว และทำให้ผู้ติดเชื้อเริ่มแสดงอาการ ทำให้ ไม่มีใครระมัดระวังในการป้องกันในช่วงแรก ๆ จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื้อง จากวันละหลักร้อยจนกลายเป็นวันละหลายพันเคส ทำให้จีนต้องสั่งปิดเมืองอย่างเด็ดขาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อถูกแพร่ออกไปนอกประเทศ ทุกๆ อย่างนั้น ดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้นเมื่อประเทศจีน ได้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดยดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อ ที่เริ่มคงที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความหวังก็ต้องหมดไป เมื่อโรคนี้เริ่มแพร่ระบาดเข้าสู่ต่างประเทศ โดยประเทศที่ได้รับการแพร่ระบาดหนักต่อมา คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั่นเอง เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่สามารถรับมือ กับสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดในช่วงแรกจากเหตุการณ์ Super Spreader แต่ท้ายที่สุดยอด ผู้ติดเชื้อนั้น ก็ได้เริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง ในระหว่างที่จำนวนผู้ติดเชื้อ ก็มีเกิดขึ้นบ้างในประเทศฝั่งยุโรป และอเมริกา ซึ่งจำนวนนัน้ค่อนข้างที่จะน้อย และดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะความประมาทเป็นเหตุ ทำให้ประเทศเหล่านี้ ไม่ได้มีการรับมืออย่างจริงจัง จนจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องจนถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ จากเคสผู้ติดเชื้อ Covid-19 ที่เพิ่มวันละหลักพันคน กลายมาเป็นวันละหลักหมื่นคน และขึ้นไปถึงจุดสูงสุดถึงหลักแสนคนคนเลยทีเดียว อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อในฝั่งยุโรปนั้น สูงกว่าที่จีนอย่างมาก ยิ่งจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น ความสามารถในการรองรับของโรงพยาบาลก็ต่ำลงไปด้วย ผู้ป่วย ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกคน บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นที่จะต้องเลือกว่าผู้ป่วยระดับไหน ที่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาพักในโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษา ผู้ป่วยบางคนที่อาการเกินระดับที่จะรักษาได้ ก็จะต้องถูกเลือกปล่อยให้เสียชีวิตลง ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 เป็นช่วงที่มีอัตราการแพร่ระบาด เพิ่มขึ้นอย่างเท่าทวีคูณ ทำให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มมีการปิดประเทศ และปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ถึงแม้ว่าการปิดเมือง จะส่งผลดีต่อการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจนั้น รุนแรงมหาศาล เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศนั้นหยุดชะงักลง ยิ่งการปิดประเทศกินระยะเวลานานเท่าไหร่ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการเงินที่สะสมไว้ใต้พรมของแต่ละประเทศ ก็ยิ่งถูกเปิดออกมามากเท่านั้น นี่เป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ เพราะหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น หลาย ๆ สถาบันอาจจะล้มลง และเกิดผลกระทบแบบโดมิโน ประเทศที่น่าจับตามอง คือประเทศอิตาลี ซึ่งมีการแพร่ระบาดในระดับสูง การที่อิตาลี มีการแพร่ระบาดสูง จนทำให้ต้องปิดประเทศ ก็อาจจะเป็นตัวชนวนให้เกิดอะไรอื่น ๆ ตามมาหรือไม่ เพราะอิตาลี เองก็มีหนี้ภาครัฐสูงเป็นอันดับ 2 ของ EU รองจาก Greece ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีข่าวดีเกิดขึ้น ไม่ใช่การแพร่ระบาดได้หยุดลงแล้ว แต่เป็นการอัดฉีดเม็ดเงิน เข้าสู่ระบบจำนวนมหาศาลทั่วโลก แน่นอนว่าการอัดฉีดเงินจำนวนมากเท่านี้ จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่อย่างน้อยก็เป็นการปิดความเสี่ยงเรื่องการล้มลงของสถาบันใหญ่ ๆ และทำให้ระบบยังสามารถดำเนินต่อไปได้นั่นเอง พูดภาษาชาวบ้านได้ว่า “ขอไปตายเอาดาบหน้า” ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2563 เป็นภาวะที่ดูน่ากลัวเป็นอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจโลก จนหลาย ๆ คนเริ่มมองแง่ร้ายถึงขนาดการล่มสลายของทุนนิยม ระบบทุนนิยมนี่มันงูกินหางตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน...
Read More
เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง

เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง

เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง หลังจากโควิด 19 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ก็มีสัญญาณระบาดหนักไปทั่วโลก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือน โดยเงินบาททยอยอ่อนค่าลงท่ามกลางแรงซื้อเงินดอลลาร์ฯ ตามปัจจัยทางเทคนิค หลังเงินบาทอ่อนค่าทะลุแนว 31.15 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงต้นสัปดาห์ ประกอบกับตลาดมีความกังวลมากขึ้นต่อสัญญาณการระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกล่าช้าออกไป อย่างไรก็ดี สถานะซื้อสุทธิพันธบัตรและหุ้นไทยในระหว่างสัปดาห์ของนักลงทุนต่างชาติช่วยจำกัดกรอบการอ่อนค่าของเงินบาทไว้ได้บางส่วน ในวันศุกร์ (10 ก.ค.) เงินบาทกลับมาปิดตลาดในประเทศที่ระดับ 31.27 หลังแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 1 เดือนที่ 31.35 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 31.13 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (3 ก.ค.) สำหรับสัปดาห์ถัดไป (13-17 ก.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 31.10-31.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญระหว่างสัปดาห์ เงินบาทอ่อน หุ้นไทยร่วง ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดค้าปลีก การผลิตภาคอุตสาหกรรม และข้อมูลการเริ่มสร้างบ้านเดือนมิ.ย. ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟดสาขานิวยอร์ก ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ดัชนีตลาดที่อยู่อาศัย และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และ Beige Book ของเฟด นอกจากนี้ตลาดอาจรอติดตามข้อมูลจีดีพีไตรมาส 2/63 และตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือน มิ.ย. ด้วยเช่นกัน ส่วนความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย หุ้นไทยปรับตัวลงจากสัปดาห์ก่อน โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,350.50 จุด ลดลง 1.59% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 71,254.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.57% จากสัปดาห์ก่อน ส่วนดัชนี mai ลดลง 0.10% จากสัปดาห์ก่อน มาปิดที่ 302.74 จุด สำหรับสัปดาห์ถัดไป (13-17 ก.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,330 และ 1,300 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,365 และ 1,380 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ การทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 2/63 ตลอดจนความคืบหน้าเกี่ยวกับการออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมของไทย สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลก รวมถึงประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-จีน ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค ยอดค้าปลีก ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน และผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนมิ.ย. ขณะที่ ปัจจัยต่างประเทศที่สำคัญอื่นๆ ได้แก่ การประชุมนโยบายการเงินของ BOJ และ ECB รวมถึงจีดีพีไตรมาส 2/63 และข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมิ.ย.ของจีน ข้อมูลเพิ่มเติม เงินบาทแข็งค่า หรือเงินบาทอ่อนค่า เกิดจากความต้องการของมนุษย์เป็นหลักหรือก็คือ ความต้องการซื้อ (อุปสงค์) และความต้องการขาย (อุปทาน) เงินสกุลไหนที่มีความต้องการมากหรือไม่มีความต้องการ ปริมาณเสนอซื้อและเสนอขายก็จะขยับไปตามความต้องการของมนุษย์หมู่มาก โดยจะมีปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามากระทบ ทำให้ความต้องการของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไป อันดับหุ้นที่มีมูลค่า ซื้อ-ขาย โดดเด่นที่สุด (13 ก.ค. 2563) 1. STGT ซื้อขาย 378.01 ล้านบาท ราคาหุ้น +3.00 (+4.03%)2. CPF...
Read More
ธุรกิจมาแรง ปี 2563 รู้ก่อนได้เปรียบ ใช้ทุนน้อยกำไรงาม

ธุรกิจมาแรง ปี 2563 รู้ก่อนได้เปรียบ ใช้ทุนน้อยกำไรงาม

วันนี้จะพาเพื่อนๆมารู้จัก ธุรกิจมาแรง ปี 2563 โดยส่วนใหญ่รูปแบบธุรกิจที่ตอบสนองความต้องการและรู้พฤติกรรมของลูกค้าเท่านั้นถึงจะไปต่อได้หรืออยู่รอดในยุคปัจจุบันถึงจะประสบความสำเร็จ นั่นเป็นเพราะว่าลูกค้ามีแนวโน้มที่จะใช้บริการร้านและธุรกิจที่ตอบสนองต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาได้ และลูกค้ายินดีจ่ายเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าเสมอ ทีนี้มาดูกันว่าธุรกิจในปี 2020 จะมีธุรกิจไหนมาแรงบ้าง ไปชมกันเลย ธุรกิจความงาม ธุรกิจความงามยังคงไปต่อได้และไม่เคยล้าสมัยเลย เพราะหนุ่มๆสาวๆให้ความสนใจกับรูปร่างผิวพรรณอยู่เสมอ ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นแบรนด์น้อย ใหญ่ ผุดขึ้นมาไม่หยุดหย่อนในอุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในธุรกิจอาหารเสริมที่เติมโตและมีมูลค่าสูงก็คือ อาหารเสริมความงาม ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ ธุรกิจเกี่ยวกับความงาม จะเป็นธุรกิจที่น่าลงทุนในปี 2020 นี้ ธุรกิจเกี่ยวกับแม่และเด็ก แม้ตลาดในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มสินค้าเฉพาะ แต่สินค้าเฉพาะเหล่านี้แหละที่กลับเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีแนมโน้มว่าต้องการ ไอเดียใหม่ๆ ที่เหมาะกับพ่อแม่ยุคปัจจุบัน อย่างเช่น เสื้อผ้าเด็ก ขนมเด็ก ของเล่นเสริมพัฒนาการเสริมไอเดียในตลาดนี้พบว่าพ่อแม่เน้นสร้างความฉลาด สร้างจินตนาการให้ลูกๆ ถ้าเป็นของเล่นธรรมดาๆไม่น่าจะดึงดูดใจได้อีกต่อไปแล้ว ธุรกิจมาแรง ปี 2563 ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ ในธุรกิจนี้ยังคงเติบโตมาอย่างต่อเนื่องและมาแรงขึ้นทุกๆปี จะเห็นได้ว่าลูกค้าจะหันมาให้ความสนใจสุขภาพกันมากขึ้น มีการดื่มน้ำหรืออาหารเสริมที่มีน้ำตาลน้อย และเน้นไปที่อาหารสุขภาพพร้อมทานทันที และยังคงให้ความสำคัญของอาหารสำหรับผู้สูงอายุ และเน้นเฉพาะบุคคลอีกด้วย คุณสามารถเริ่มได้โดยลองหันมาจับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพง่าย ๆ อย่างขายอาหารและเครื่องดื่ม หรือเปิดฟิตเนสและให้คำปรึกษาทางด้านสุขภาพ เราเชื่อว่าธุรกิจเหล่านี้น่าจะอินเทรนด์ตลาดและทำกำไรได้ไม่น้อยในปี 2020 แต่ว่า ธุรกิจสุขภาพบางอย่างอาจต้องใช้เวลาคืนทุนนานหน่อย แต่มันก็คุ้มที่จะเสี่ยง ธุรกิจซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์เติบโตสูง ต่อเนื่องจากการที่เทคโนโลยีเติบโตมาเชื่อมต่อกับผู้ซื้อและผู้ขายเข้าหากันได้ง่ายขึ้น ประกอบกับผู้คนต้องอยู่บ้าน หรือ Work From Home ออกไปข้างนอกไม่ได้สะดวก การซื้อขายออนไลน์ จึงเข้ามาตอบโจทย์ตรงจุดนี้ ทำให้หลาย ๆ แพลฟอร์มออนไลน์เติบโตสูงธุรกิจร้านไหนไม่มีบริการเดริเวอรี่ ก็อาจพลาดโอกาสของการสั่งสินค้าออนระบบออนไลน์ได้ ที่เราเห็นได้ชัดเจนในธุรกิจนี้คือ การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชั่นชื่อดัง ธุรกิจสัตว์เลี้ยง หนึ่งในตลาดที่กำลังเติบโตแรงในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ต้องยกให้ "ธุรกิจสัตว์เลี้ยง" เพราะด้วยไลฟ์สไตล์ของคนปัจจุบันที่เปลี่ยนไป เลือกที่จะใช้ชีวิตแบบอิสระอยู่เป็นโสดมากขึ้น ทำให้สัตว์เลี้ยงกลายมาเป็นเพื่อนแก้เหงา เพื่อนรู้ใจ เหมือนเป็นหนึ่งสมาชิกในครอบครัวไปแล้ว จึงไม่แปลกถ้าธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงจะคึกคักอย่างมาก ได้แก่ อาหารสัตว์เกรดพรีเมียม ค่าเฟ่สัตว์ บริการอาบน้ำ ตัดขน คลิกนิกสุขภาพสัตว์เลี้ยง และประกันภัยสัตว์เลี้ยง ธุรกิจเกี่ยวกับที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์ เถียงไม่ได้ว่าธุรกิจน่าลงทุนปี 2020 ก็คือการตลาดออนไลน์ เพราะในยุคที่ดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง (Digital Marketing) มาแรง และการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ได้รับความนิยมมาขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ คนที่จับทางเทรนด์และปรับตัวตามกระแสเท่านั้นจึงจะอยู่รอดและมีโอกาสเติบโต ซึ่งหากคุณมีความรู้ความสามารถด้านนี้อยู่แล้ว ทำไมไม่ลองพิจารณาดูล่ะ ? ลองหาเงินทุนมาเริ่มต้นดู ยังไงก็มีโอกาสทำเงินแน่นอน มาดูกันว่าธุรกิจไหนมีความเสี่ยงมากกว่ากัน โดยธุรกิจเหล่านี้ยังไม่ถึงกับเป็นธุรกิจดาวรุ่งมาแรง แต่มีความเสี่ยง ประกอบด้วย ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ธุรกิจร้านกาแฟ ที่ทำเลไม่ดี ไม่มีแฟรนไชส์ และขนาดเล็ก ธุรกิจร้านชานมไข่มุก ที่ทำเลไม่ดี เพราะปัจจุบันมีการแข่งขันสูงมาก อีกทั้งยังตัดราคากันเอง ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง คลินิกเสริมความงาม ธุรกิจเครื่องสำอาง และอาหารเสริม ธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ที่ทำเลไม่ดี ธุรกิจเบเกอรี่ร้านอาหารที่เพิ่งเปิด และมีขนาดเล็ก ถ้ารายได้น้อยจะลงทุนธุรกิจอะไรดี มาดูและลองวิเคราะห์การลงทุนธุรกิจเหล่านี้ดู เนื่องจากใช้ทุนน้อยเหมาะกับหลายๆคนอย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญจะต้องเลือกจากสิ่งที่ตัวเองชอบหรือถนัดก่อนอันดับแรก ลงทุนโดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นพวก Gen Y หากในปี 2563 ใครมีแผนในการออกสินค้าตัวหรือบริการตัวใหม่ๆ หากต้องการลดความเสี่ยง ขอแนะนำให้จับกลุ่ม “Gen Y” ไว้ ซึ่งการลงทุนกับกลุ่ม Gen Y ที่วิเคราะห์แล้วว่า จะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกำลังหลักในการทำงานบ่งบอกถึงการมีกำลังซื้ออยู่ในมือเนื่องจากหารายได้ด้วยตนเอง โดย Generation Y คือกลุ่มคนที่เกิดช่วง 1981-1997 บุคคลกลุ่มนี้มีลักษณะชื่นชอบสินค้าในสิ่งที่จะแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าที่มีเอกลักษณ์หรือแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ มีความแปลกแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ขณะที่ราคาต้องเหมาะสมและคุ้มค่า ซึ่งวิธีเข้าถึงคนกลุ่มนี้จึงต้องสร้างประสบการณ์กับสินค้าให้กับผู้ใช้ได้เข้าถึงสินค้า มีการโต้ตอบสื่อสารจากแบรนด์โดยตรงและรวดเร็ว มีความรู้สึกว่าตนใกล้ชิดและเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ธุรกิจด้านดิจิทัล ใครที่ไม่รู้ว่าจะไปเริ่มลงทุนกับอะไร บางคนบอกว่ามีทุนน้อยไม่รู้จะทำอะไรดี ลองสำรวจตัวเองดูว่าถ้าทุนน้อยแต่มีความสามารถด้าน ดิจิทัล อันนี้โป๊ะเช๊ะ เพราะใช้หากินได้แน่นอน โลกยุคใหม่ใครเก่งด้านดิจิทัลได้เปรียบสุดๆ ไม่จำเป็นต้องทำงานประจำ แค่มีความสามารถด้านดิจิทัล ก็หารายได้เป็นกอบเป็นกำ ไม่ว่าจะเป็นรับจ้างเขียนโปรแกรม รับจ้างวาดสติ๊กเกอร์ไลน์ , รับออกแบบแอพพลิเคชั่น , วางระบบเครือข่าย...
Read More
มาทำความรู้จักกับคำว่า ตราสารหนี้ กันเถอะ

มาทำความรู้จักกับคำว่า ตราสารหนี้ กันเถอะ

ตราสารหนี้ คำนี้หลายๆคนที่เป็นนักลงทุนหรือชอบเล่นหุ้นคงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่สำหรับผู้ที่กำลังสนใจเรื่องของหุ้นหรือธุรกิจอยู่ล่ะก็ อย่าพลาดบทความนี้เป็นอันขาด มันจะเป็นอย่างไรนั้น มาดูกันเลย ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ (ผู้ลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้รับ “เงินต้น” คืนเมื่อครบกำหนดอายุตัวอย่างตราสารหนี้ที่พบเห็นทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน เหตุผลที่ควรลงทุนเกี่ยวกับตราสารหนี้ + ตราสารหนี้มีอายุตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 20 ปี ระดับความเสี่ยงหลากหลายผู้ลงทุนเลือกได้ตามต้องการ + เมื่อลงทุนแล้วจะได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดๆตามที่ระบุไว้ในหน้าตั๋ว เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้แน่นอน สม่ำเสมอ + พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป + ผู้ลงทุนในตราสารหนี้มีฐานะเป็น “เจ้าหนี้”ขณะที่ผู้ลงทุนในหุ้นมีฐานะเป็น “เจ้าของ”เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับเงินคืนก่อนเจ้าของเสมอ + ราคาและผลตอบแทนจากตราสารหนี้ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้น จึงช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนโดยรวมได้เป็นอย่างดี + ผู้ลงทุนสามารถขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดได้ ซึ่งสภาพคล่องในการซื้อขายอาจแตกต่างกันไปตามปริมาณและประเภทของตราสารหนี้นั้นๆ ดัชนีตราสารหนี้ ดัชนีตราสารหนี้ (Bond Index) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหว ของตลาดตราสารหนี้ โดยราคาตราสารหนี้จะเป็นตัวสะท้อนภาวะของอัตราดอกเบี้ย ในตลาด กล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลง ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัว เพิ่มขึ้น ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถใช้ดัชนีตราสารหนี้เป็น เกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ในการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนของตนเองเมื่อเทียบกับตลาด ซึ่งอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นควบคู่ ไปด้วย เช่น ประเภทตราสาร หรืออายุเฉลี่ย ของตราสารหนี้ (Duration) ฯลฯ ตราสารหนี้ภาครัฐ การจองซื้อประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนทั่วไปตราสารหนี้ที่ซื้อได้ : พันธบัตรออมทรัพย์ เงินลงทุนขั้นต่ำ : 1,000 บาท ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) : ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง (BBL / KBANK / KTB / SCB) การประมูล ประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนสถาบัน ตราสารหนี้ที่ซื้อได้ : พันธบัตรประเภทอื่นๆ เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ เงินลงทุนขั้นต่ำ : ไม่ระบุ ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) :  ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งบริษัทหลักทรัพย์ (บล. หรือโบรกเกอร์) 29 แห่ง วิธีการประมูล  ประมูลแบบแข่งขันราคา (Competitive Bid) ประมูลแบบไม่แข่งขันราคา (Non-Competitive Bid) ตราสารหนี้ภาคเอกชน การเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป(Public Offering : PO) ประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนทั่วไป เงินลงทุนขั้นต่ำ : 50,000 – 100,000 บาท ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) : ธนาคารพาณิชย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ออก การจัดอันดับตราสารหนี้ : มี การเสนอขายให้แก่ผู้ซื้อในวงจำกัด(Private Placement : PP) ประเภทผู้ลงทุน :  ผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10...
Read More
EGCO ราคานี้น่าลุ้นไหม หลังไตรมาสแรกพลิกขาดทุน?

EGCO ราคานี้น่าลุ้นไหม หลังไตรมาสแรกพลิกขาดทุน?

EGCO ร่วงสองวันติด ราคานี้น่าลุ้นไหม หลังไตรมาสแรกพลิกขาดทุน? EGCO ร่วงสองวันติด วานนี้ลดลงเกือบ 3% พร้อมแรงขายหนาแน่น หลังนักลงทุนผิดหวังงบไตรมาสแรกพลิกเป็นขาดทุน หลังขาดทุนค่าเงินเกือบ 3 พันลบ. แต่พบกำไรจากการดำเนินงานปกติกลับเติบโต 5.5% นักวิเคราะห์บอกมีลุ้นไตรมาส 2 พลิกเป็นกำไร เพราะเข้าช่วงไฮซีซั่นการใช้ไฟฟ้า บวกกับไม่มีขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนทั้งปีคาดกำไรใกล้เคียงปีก่อนที่ 1 หมื่นลบ. กูรูส่วนใหญ่แนะนำซื้อ เพื่อเก็งกำไรผลงานไตรมาส 2 แถมราคาบวกอัตราตอบแทนเงินปันผลสูงถึง 29% วานนี้ราคาหุ้น บมจ.ผลิตไฟฟ้า (EGCO) เจอถล่มต่อเนื่องเป็นวันที่สอง -2.60% มาปิดที่ 262 บาท ท่ามกลางปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นผิดปกติ +135.45% หลังจากสร้างความผิดหวังให้ตลาดประกาศผลกำไรไตรมาสแรกที่ต่ำกว่าการคาดการณ์ ไตรมาสแรกพลิกขาดทุนจากค่าเงิน แต่กำไรจากการดำเนินงานยังโต 5.5% บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เอเซีย พลัส ระบุว่า EGCO รายงานผลขาดทุน 413 ล้านบาท ในไตรมาส 1/63 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากงวดก่อนหน้าที่มีกำไร 2.5 พันล้านบาท และต่ำกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดไว้ เพราะได้รับปัจจัยกดดันหลักจากการบันทุกกลับเป็นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธฺสูงสุดถึง 2.9 พันล้านบาท แต่หากตัดรายการพิเศษดังกล่าวพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานปกติพบว่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 5.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 2.1 พัน้ลานบาท รับปัจจัยหนุนจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้นถึง 41.5% อีกทั้งโรงไฟฟ้าที่มีการ Shutdown ไปในไตรมาส 4/63 ก็กลับมาเดินเครื่องผลิตปกติเช่น BLCP นอกจากนี้รับผลบวกจากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่ลดลงสู่ระดับปกติ มีลุ้นไตรมาส 2/63 พลิกกำไร เหตุเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ไม่มีขาดทุนค่าเงิน อย่างไรก็ดี บล.เอเชียพลัส กลับมองว่า แนวโน้มกำไรปกติในไตรมาส 2/63 ของ EGCO จะเติบโตจากไตรมาสแรกรับช่วง High Season ของการใช้ไฟฟ้าในฤดูร้อน ความต้องการใช้ไฟฟ้าโดยเฉลี่ยจะปรับตัวทำระดับสูงสุดของปี อีกทั้งในส่วนของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ คาดจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นหลังจากฝนที่เริ่มตกในช่วงเดือน พ.ค. ขณะที่ในส่วนของผลการดำเนินงานสุทธินั้นคาดจะพลิกกลับเป็นกำไรได้ เพราะคาดจะไม่มีการบันทึกขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนในระดับสูงเช่นที่เกิดขึ้นในงวดไตรมาสแรก ส่วนทางกับ บล.บัวหลวง ระบุว่า การประมาณการของเราบ่งชี้ว่ากำไรหลักในไตรมาส 2/63 จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสแรก (ผลขาดทุนจากโรงไฟฟ้า XPCL, อัตราก าไรขั้นต้นจากโรงไฟฟ้า Paju ลดลง, และความต้องการใช้ไฟฟ้าในต่างประเทศปรับตัวลดลง เนื่องจากผลกระทบของ COVID-19) แต่เพิ่มขึ้นไตรมาสก่อนหน้า (ไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าQuezon และรายได้AP เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลสำหรับโรงไฟฟ้า IPP) และด้วยสมมุติฐานที่ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าในต่างประเทศจะกลับสู่ระดับปกติภายในเดือนมิ.ย. และคาดว่ากำไรหลักของ EGCO ในไตรมาส 3/63 จะขยายตัวช่วงเดียวกันปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้า และแตะระดับสูงสุดของปี2563 โดยกำไรหลักในไตรมาส 4/63 น่าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้า (แต่สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน) เนื่องจากผลประกอบการที่อ่อนตัวตามฤดูกาลจากโรงไฟฟ้า Paju, BLCP, และ XPCL ทั้งปีคาดกำไรใกล้เคียงปีก่อนที่ 1 หมื่นล้านบาท สำหรับผลการดำเนินงานปี 2563 นั้น บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับลดประมาณการกำไรจากการดำเนินงานปกติลง 14% จากเดิม เพื่อสะท้อนการปรับลดกำไรจากโรงไฟฟ้า BLCP ที่ค่าความพร้อมจ่ายปรับตัวลดลงค่อนข้างมีนัยฯ เพราะเข้าสู่ช่วงท้ายของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยจะหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 25 ปี ในปี 2565 ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจากนี้จะมีส่วนแบ่งกำไรให้ EGCO เหลือราว 600-700...
Read More
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) กระแสของการออม เพื่อให้เงินงอกเงย ดีกว่าเก็บแช่เป็นเงินเย็น ที่ไม่ได้ผลิดอกออกผล  จนทำให้ มนุษย์เงินเดือนและผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลาย หาหนทางให้เงินที่หามาได้นั้น เพิ่มพูนขึ้น และเป็นที่มาของการนำเงิน ไปลงทุนในหลาย ๆ รูปแบบที่สถาบันการเงินต่างนำเสนอ ทั้งการฝากประจำปลอดภาษี ที่ได้ดอกเบี้ยมากกว่าฝากประจำทั่วไป แถมยังปลอดภาษีอีกด้วย หรือจะเป็นการลงทุนในหุ้นที่แม้ตอนนี้ จะมีความผันผวนสักหน่อยแต่ก็ยังเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นักลงทุนนิยมกัน ในขณะที่อีกหลายคนก็ขอเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่มีนำเสนอให้เลือกลงทุนตั้งแต่ระดับความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง  แต่ยังมีอีกรูปแบบการลงทุนหนึ่งที่อยากจะแนะนำ นั่นคือ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ทำความเข้าใจก่อนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล สำหรับใครที่กำลังเล็ง ๆ อยู่ว่าจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลดีไหม มาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อน ว่าพันธบัตรรัฐบาลคืออะไร ตราสารหนี้รัฐบาล ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ ผู้ซื้อหรือนักลงทุน มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ที่ได้รับการชำระหนี้และผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล จากลูกหนี้คือรัฐบาลหรือหน่วยงานที่ออกพันธบัตรนั้น ๆ จะเห็นว่า การลงทุนในพันธบัตรนั้น จะเข้าใจได้ง่ายตรง ๆ ไม่ซับซ้อน เข้าใจยากเหมือนการลงทุนแบบอื่น ๆ แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาล ถึงน่าลงทุน เพราะว่าความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หาย ได้รับผลตอบแทนดีกว่า ฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ  ได้รับผลตอบแทน เป็นอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากำหนด ระยะเวลาลงทุน ไม่นานมาก เช่น 3 ปี 5 ปี 7 ปี เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น ซื้อพันธบัตรมาเก็บไว้ จนถึงเวลาที่ต้องไถ่ถอน ตามกำหนดสัญญาก็จะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยรายปี ปีละประมาณ 3% แต่อย่างที่บอกว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ดังนั้น ก็ยังคงมีความเสี่ยงและเงื่อนไขการลงทุนที่ต้องศึกษาอยู่ดีครับ เรามาค่อย ๆ ดูกันว่ามีอะไรบ้าง ประเภทของพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรตั๋วเงินคลัง มีความมั่นคงสูงที่สุด เพราะออกโดยกระทรวงการคลัง ความเสี่ยงจึงมีน้อย แต่ก็จะได้รับผลตอบแทนต่ำ ตามไปด้วย ตั๋วเงินคลังไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่ใช้วิธีขายต่ำกว่าเพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ระยะเวลาไถ่ถอน ไม่เกิน 1 ปี และไม่ได้รับดอกเบี้ย พันธบัตรตั๋วสัญญาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ออกโดยสถาบันการเงิน เพื่อระดมทุนช่วยเหลือ ฟื้นฟูกองทุน และพัฒนาสถาบันการเงิน มีความเสี่ยงมากกว่า ตั๋วเงินคลัง ให้ผลตอบแทน ด้วยวิธีขายต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว แต่ไถ่ถอนคืนเต็มราคา ระยะเวลาไถ่ถอน ภายใน 6 เดือน และไม่ได้รับดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาล เราคุ้นเคย กับพันธบัตรประเภทนี้มากที่สุด ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมทุนไปใช้ในการบริหารประเทศ ลดการขาดดุล ทางการเงิน ถือเป็นตราสารหนี้ระยะยาว ระยะเวลาไถ่ถอน มากกว่า 1 ปี และได้รับ ดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง พันธบัตรออมทรัพย์ เป็นการซื้อพันธบัตร เพื่อออมทรัพย์ โดยจะขายให้กับบุคคลทั่วไป และองค์กรไม่แสวงหากำไร ในสังกัดของรัฐบาล ระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี ขึ้นไป และได้รับ ดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง สิ่งที่ต้องแบกรับ ความเสี่ยง...
Read More
3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่

3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่

3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่ 3 สเต็ปซื้อหุ้นสำหรับมือใหม่ การซื้อหุ้น สำหรับมือใหม่ เป็นเรื่องที่ค่อนข้าง น่าปวดหัวเพราะมีตัวเลขเยอะ กระพริบไปมาเต็มไปหมด บทความนี้ จะนำเอา 3 สเต็ปการซื้อหุ้น สำหรับมือใหม่หัดเล่น มาให้ได้ศึกษากัน เราสามารถทดลองเล่นหุ้น ได้ก่อนที่จะลงทุนจริง ได้ตามเว็บไซด์ต่าง ๆ ที่เปิดให้ทดลองเล่น แถมยังมีเครดิตให้อีกด้วย ยกตัวอย่าง Click2Win เป็นเว็บไซด์ ที่ทุกอย่างเหมือน ตลาดหุ้นจริง จำลองมาไว้ให้ได้ทดลองเล่นกัน การที่เราจะซื้อหุ้น ทั้งทีต้องศึกษา หาข้อมูลให้ถี่ถ้วนเสียก่อน เพราะการลงทุนทุกอย่าง มีความเสี่ยง 3 สเต็ปมีอะไรบ้าง มาดูกัน 1. ต้องเปิดบัญชี ก่อนที่ซื้อหุ้น เป็นขั่นตอนแรกเลยสำหรับการ ซื้อ-ขาย หุ้น 2. สามารถเล่นผ่านมือถือได้ สะดวกด้วย เราสามารถ ซื้อ-ขาย หุ้นผ่าน Application ได้แล้ว นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะใช้ Application ที่ชื่อว่า Streaming ในการซื้อหุ้น สามารถโหลดได้ทั้ง Google Play แล้ว App Store สะดวกและง่ายมาก หลังจากที่โหลด Application เสร็จเรียบร้อยแล้ว สามารถสร้าง Account ได้เลย เท่านี้ก็พร้อมที่จะ ซื้อ-ขาย หุ้นกันแล้ว 3. เข้าไปที่เว็ปไซด์ของ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศ เพื่อศึกษาว่า ตัวไหนที่สามารถซื้อได้ จะมีลิสต์ ชื่อหุ้น ต่าง ๆ ให้ดู แถมยังดูแยกตาม อุตสาหกรรมที่สนใจได้ด้วย เช่น สนใจหุ้น AIS ชื่อเต็มคือ Advance Info Service ชื่อหุ้นก็คือ ADVANC เป็นต้น เมื่อหาชื่อหุ้นไม่เจอก็สามารถเปิดดูจาก เว็ปไซด์ของ ตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศ เมื่อรู้ชื่อหุ้นแล้ว ก็เข้า Application Streaming แล้วพิมพ์ชื่อหุ้น ที่จะ ซื้อ-ขาย ได้เลย ใส่จำนวนราคา ที่ต้องการไว้ แล้วถ้ามีคนยินดีขายให้ ตามราคาที่ใส่ไว้ ก็จะเกิดการ Match หุ้นก็จะเข้ามาอยู่ในพอร์ต การซื้อขายหุ้นทุกครั้งอย่าลืมตอบให้ได้ว่า ซื้อทำไม แล้วจะขายเมื่อไหร่ ทั้งในกรณีที่มีกำไร และกรณีที่ขาดทุน เป็นคำถามพื้นฐานของคนเล่นหุ้นที่ต้องรู้ นอกจากนั้น ยังสามารถศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับหุ้นได้ ตามหนังสือ หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หรือศึกษาจาก นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ มีมากหมายหลายช่องทาง ให้ไปศึกษา ก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำเช่นกัน หรืออาจจะไปทดลองเล่นตามเว็บไซด์ต่าง ๆ ที่เปิดให้ทดลองเล่น ก็เป็นทางเลือกที่ดี สำหรับมือใหม่อีกเช่นกัน อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนในหุ้น จะต้องตระหนักถึง ความเสี่ยง ในการลงทุนเสมอ เพราะไม่มีอะไรจะเป็นหลักประกัน ได้ว่าการลงทุนในหุ้น จะต้องให้ผลตอบแทนที่สูง กลับคืนแก่ผู้ลงทุนเสมอไป ผลตอบแทนที่ได้รับ อาจจะสูงหรือต่ำ หรืออาจจะไม่ได้รับผลตอบแทนเลยก็ได้ ดังนั้นนักลงทุนควรเลือก ทางเลือกการลงทุนที่สอดคล้อง กับระดับการยอมรับความเสี่ยงของผู้ลงทุน หากกลัวความเสี่ยงมาก ก็ควรเลือกลงทุน ที่มีความเสี่ยงในระดับที่ไม่สูงนัก และยอมรับระดับอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงเช่นกัน แต่หากผู้ลงทุนสามารถยอมรับความเสี่ยงได้ ก็อาจจะเลือกลงทุนที่มีความเสี่ยงได้ ความเสี่ยงจากตัวของเราเอง เป็นความเสี่ยงที่ ถือว่าเป็น ความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการลงทุน เลยก็ว่าได้ เพราะคนส่วนใหญ่นั้น มักที่จะมองเห็นหรือรู้จัก จุดอ่อนภายนอกมากกว่าภายในจิตใจตนเอง แทบทั้งนั้น...
Read More
กองทุน LTF และ RMF

กองทุน LTF และ RMF

กองทุน LTF และ RMF ต่างกันอย่างไร กองทุน LTF และ RMF ต่างกันอย่างไร มาทำความรู้จัก กับกองทุนทั้ง 2 แบบอย่างกว้าง ๆ เริ่มจาก กองทุน LTF มีกองทุนรวมเพียงประเภทเดียว คือ กองทุนรวมตราสารทุน ส่วนกองทุน RMF นั้น มีกองทุนรวมหลายประเภทให้เลือก เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมตราสารทุน กองทุนรวมตลาดเงิน กองทุนรวมทองคำ กองทุนรวมหมวดอุตสาหกรรม เป็นต้น LTF (Long Term Equity Fund) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว คือกองทุนรวมที่จัดตั้งขึ้นเพื่อลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นไทย โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากกรมสรรพากร เมื่อลงทุนระยะยาวจนครบระยะเวลากำหนดซึ่งปัจจุบันอยู่ในกรอบระยะเวลา 7 ปีปฏิทิน ในขณะที่ RMF (Retirement Mutual Fund) หรือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ คือกองทุนรวมเพื่อการลงทุนระยะยาวไว้ใช้จ่ายยามเกษียณอายุ โดยผู้ที่ลงทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีคล้ายคลึงกับ LTF แต่ RMF จะมีกรอบระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่า คือจะถอนเงินลงทุนได้เมื่ออายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีและถือหน่วยการลงทุนมาไม่ต่ำกว่า 5 ปี นอกจากนี้ยังต้องทยอยลงทุนทุกปีโดยหยุดลงทุนได้ไม่เกินปีเว้นปี สรุปภาพรวม คือ LTF และ RMF คือกองทุนรวมที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีแถมมากับการลงทุนด้วย ดังนั้น กองทุนรวมเหล่านี้จึงเป็นที่นิยมสำหรับมนุษย์เงินเดือนมาก เพราะนอกจะได้ลงทุนเพื่อเพิ่มพูนความมั่งคั่งแล้ว ยังได้ผลประโยชน์ทางภาษีและลาภต่อที่สองอีกด้วย วัตถุประสงค์และเป้าหมายการลงทุน LTF สนับสนุนการลงทุนระยะยาว ผ่านกองทุนรวม และส่งเสริมตลาดหุ้นไทย RMF สนับสนุนให้ออมเงิน ไว้ใช้ในยามเกษียณ นโยบายและเงื่อนไขการลงทุน LTF เน้นลงทุนในหุ้นเป็นหลัก มีความเสี่ยงสูง จดทะเบียนไม่น้อยกว่า 65% ของ NAV เมื่อลงทุนแล้ว ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ไม่น้อยกว่า 7 ปี ปฏิทิน ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีครบถ้วน คือ ไม่ต้องเสียภาษี กำไรจากการลงทุน (ถ้ามี) และไม่ต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับมาจาก เงินลงทุนที่ขายคืนนั้น RMF มีความหลากหลาย ความเสี่ยงมีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับ นโยบายของแต่ละกองทุน ผู้ซื้อกองทุนต้องซื้อหน่วยลงทุนในแต่ละปี เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้ในแต่ละปี แต่ต้องไม่เกิน 15% ของเงินได้ ในแต่ละปี จะต้องมีปีในการลงทุน ไม่น้อยกว่า 5 ปี และต้องถือไว้จนกระทั่งอายุ 55 ปีบริบูรณ์ ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ครบถ้วน เงินลงทุนขั้นต่ำสุดและสูงสุด LTF ไม่มีกำหนดขั่นต่ำ แต่ห้ามซื้อเกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี RMF ไม่น้อยกว่า 3% ของเงินได้หรอืไม่น้อยกว่า 5,000 บาท แต่ห้ามซื้อเกิน 15% ของรายได้ทั้งปี และต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี สิทธิประโยชน์ทางภาษี LTF ไม่เกินปีละ 2 ครั้งตามที่กำหนดไว้ในหนังสือชี้ชวน RMF ไม่น้อยกว่า 5 ปี (นับแบบวันชนวัน) ต้องอายุ 55 ปีถึงจะสามารถขายคืนได้ ความต่อเนื่องในการลงทุน LTF ไม่จำเป็นต้องลงทุนต่อเนื่อง โดยจะนับเงินที่ลงทุนแยกกันไปในแต่ละปี RMF ต้องลงทุนต่อเนื่องตามเงื่อนไข โดยนับเวลาแบบวันชนวัน...
Read More
การลงทุนแบบ DCA

การลงทุนแบบ DCA

การลงทุนแบบ DCA การลงทุนแบบ DCA เวลามีเงินเหลือเก็บ ก็อยากจะหาทางเลือก ให้กับเงินของเราอยากให้มัน “งอกเงย” วิธียอดนิยมก็คือ เก็บไว้เป็นเงินฝากออมทรัพย์ แต่ว่าดอกเบี้ยมันช่าง ต่ำเตี้ยเหลือเกิน หากจะมาลงทุน ในหุ้นก็ดูจะเสี่ยง แต่โอกาสที่ผลตอบแทนจะสูงกว่า การฝากเงินกินดอกเบี้ยก็มีอยู่ จะมีหนทางตรงกลาง ที่ไม่เสี่ยงมากแต่ได้ผลตอบแทน คุ้มค่าหรือไม่ ? คำตอบก็คือ “มี” หนทางนั้นก็คือ การลงทุนแบบ DCA (dollar-cost averaging) มาดูกันว่า DCA (dollar-cost averaging) คืออะไร ? และมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ? พร้อมแล้วมาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน D C A ชื่อเต็ม ๆ คือ (dollar-cost averaging) นั้นคือ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน ขอเรียกสั้น ๆ ว่า DCA ซึ่งการลงทุน แบบถัวเฉลี่ยต้นทุน หรือ DCA ก็คือ การที่เรากำหนดการลงทุนเป็นงวด ๆ งวดละเท่า ๆ กัน อาจลงทุนเป็นรายเดือน รายไตรมาส โดยไม่สนใจว่าราคาหน่วยลงทุน หรือราคาหุ้นที่จะซื้อตอนนั้นเป็นราคาเท่าไร จะขึ้นหรือจะลง ก็ไม่สนใจ การลงทุนแบบนี้ จะเป็นระบบตัดเอาอารมณ์ความรู้สึกออกไป เป็นการลงทุน แบบอัตโนมัติไปเรื่อย ๆ โดยตั้งเป้าหมาย เป็นจำนวนเงิน ที่ต้องการลงทุนเป็นหลัก การที่เราลงทุน โดยซื้อหน่วยลงทุน ในกองทุนรวม หรือหุ้น ด้วยวิธี DCA จะทำให้เรา สามารถซื้อหน่วยลงทุน หรือหุ้นในจำนวนที่มากขึ้น หากราคาหุ้นปรับ ตัวต่ำลง และจะซื้อได้น้อยลง ในขณะที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ไม่ต้องมาคอยกะเก็งการขึ้น ๆ ลง ๆ ของราคาหุ้น หรือ ของกองทุนที่ต้องการซื้อเฉลี่ย ทำให้ลดความเครียด ลงไปได้มาก ข้อดีของการกระจายการลงทุน อย่างเป็นระบบด้วยวิธี DCA ก็คือ ถ้าภาวะตลาดในช่วงนั้น มีความผันผวนมาก ๆ หรือเป็นตลาดขาลง จะมีโอกาสขาดทุนน้อยกว่า วิธีที่ซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว แต่ในช่วงขาขึ้นวิธีนี้ ก็จะให้ผลเป็น “ค่าเฉลี่ย” ที่ไม่มีความเสี่ยงสูง และสามารถ เอาชนะตลาดได้ หรือเสมอกับตลาดเป็นอย่างน้อยที่สุด ลองมาดูแบบจำลอง DCA ในรอบ 1 ปี หากเราตัดซื้อเฉลี่ยหุ้นตัวหนึ่ง ที่มีราคาอยู่ในช่วง 6-15 บาทโดยซื้อเฉลี่ยทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท เราสามารถ จำลองโอกาสที่จะเกิดขึ้น ดังต่อไป จากตาราง จะเห็นว่า หากราคาหุ้นที่เราต้องการซื้อเฉลี่ย แกว่งตัวอยู่ในช่วง 6-15 บาท ถ้าตัดซื้อเฉลี่ยทุกเดือน เดือนละ 3,000 บาท จะได้ต้นทุน 9.67 บาท ต่อหุ้น ต่ำกว่าราคาหุ้นในเดือน 12 ที่ปิดไป 15 บาท ต่อหุ้น โดยจะได้จำนวนหุ้น 3,900 หุ้น และใช้เงินไป 36,000 บาท หากซื้อหุ้นทีเดียว เมื่อสิ้นปีที่ราคา 15 บาทต่อหุ้น ด้วยเงินจำนวน...
Read More
บิทคอยน์

บิทคอยน์

บิทคอยน์ บิทคอยน์ คืออะไร ? บิทคอยน์ (Bitcoin) คือ สกุลเงินสมมติที่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบดิจิทัล เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ โดยไม่ขึ้นกับสกุลเงินใด ๆ ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญทั่วไป โดยบิทคอยน์มีหน่วยเงินตราเป็น BTC เหมือน ๆ กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ใช้หน่วยเงินตราเป็น USD สกุลเงินเยนของญี่ปุ่นที่ใช้ JPY หรือสกุลเงินบาทไทยที่ใช้เป็น THB นั่นเอง ซึ่งบิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2552 และเริ่มถูกนำไปใช้แลกเปลี่ยนซื้อ-ขายสินค้ากันจริง ๆ ในโลกออนไลน์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา บิทคอยน์ถือว่าเป็นเงินตราอิเล็กทรอนิกส์ (Cryptocurrency) สกุลหนึ่งเท่านั้น แต่ยังมีสกลุเงินอื่น ๆ อีกมากมายที่ถูกคิดค้นขึ้นมา อาทิ สกุลเงิน Ethereum ที่ใช้ตัวย่อว่า ETH , สกุลเงิน Ripple ที่ใช้ตัวย่อว่า XRP และสกุลเงิน Litecoin ที่ใช้ตัวย่อว่า LTC แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันบิทคอยน์ยังคงเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุด บิทคอยน์ เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ? บิทคอยน์เกิดจากแนวคิดที่ว่ามีคนต้องการระบบเงินใหม่ที่ไม่ถูกตรวจสอบขึ้นมา จากเดิมที่มีระบบธนาคารกลางเป็นผู้ดูแล และมีหน้าที่กำหนดมาตรฐาน รวมถึงมูลค่าของเงิน ทำให้ธุรกรรมทางการเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของธนาคารกลางนั้นเอง แต่กระบวนการเหล่านี้อาจจะไม่ค่อยถูกใจบรรดาธุรกิจใต้ดิน เพราะต้องระบุตัวตน เวลาโอนเงินก็ต้องผ่านตัวกลาง ทำให้ถูกตรวจสอบได้ง่าย ดังนั้น จึงมีหลาย ๆ คนพยามจะสร้างสกุลเงินใหม่ที่ไม่ผ่านระบบธนาคารกลาง และเป็นที่ยอมรับใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยมีโปรแกรมเมอร์ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ใช้นามแฝงว่า ซาโตชิ นากาโมโต้ ได้สร้างระบบที่เรียกว่า "Blockchain" ออกมา ซึ่งเป็นระบบเพื่อป้องกันการเกิดภาวะเงินเฟ้อและเสื่อมค่าลงอย่างรวดเร็วของสกุลเงินดิจิทัล จากการปั๊มเงินออกมาเรื่อย ๆ ได้ตามใจชอบ โดยนำระบบการทำงานของอัลกอริทึมมาใช้ แล้วกำหนดปริมาณเงินในระบบไว้ไม่ให้เกิน 21 ล้านหน่วย ทำให้บิทคอยน์เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากมีระบบป้องกันเงินเฟ้อนั่นเอง บิทคอยน์ ขุดยังไง เล่นแล้ว รวยจริงหรือ ? หลังจากที่บิทคอยน์เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีหลายคนเริ่มเห็นโอกาสในการทำกำไร ซึ่งก็มีคนที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยกับบิทคอยน์ไปไม่น้อยเลยทีเดียว โดยการลงทุนในบิทคอยน์นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 วิธีหลัก ๆ ดังนี้ 1. การขุด (Mining) อย่างที่บอกไปข้างต้น คือ บิทคอยน์ถูกดูแลภายใต้ระบบ Blockchain ที่ทำงานโดยอัลกอริทึม "การขุดคอยน์" อธิบายง่าย ๆ ก็คล้าย ๆ กับการที่เราเข้าไปขุดทองในเหมือง แต่แค่เปลี่ยนรูปแบบมาทำในระบบคอมพิวเตอร์แทน โดยจะต้องนำคอมพิวเตอร์ของเราไปเป็นเซิร์ฟเวอร์ให้ระบบบิทคอยน์ใช้ในการเก็บธุรกรรมต่าง ๆ  จึงจะได้รับค่าตอบแทนคือเงินบิทคอยน์ แต่การจะได้ค่าตอบแทนนั้นจะต้องแก้ไขสมการทางคณิตศาสตร์ให้ได้ ซึ่งต้องแข่งกับคนอื่น ถ้าทำสำเร็จเราก็จะเป็นเจ้าของบิทคอยน์ที่เกิดขึ้นมาใหม่จากการขุดนั่นเอง สำหรับความยากง่ายของการขุด ขึ้นอยู่กับจำนวนบิทคอยน์ที่เหลืออยู่ในระบบที่ถูกกำหนดสูงสุดไว้ที่ 21 ล้านหน่วย เพราะฉะนั้นยิ่งจำนวนบิทคอยน์เหลือน้อย การแก้สมการก็ยิ่งยากมากขึ้น รวมถึงความแรงของการประมวลผลคอมพิวเตอร์เราด้วยที่ต้องมากขึ้นตามความยากของการขุด ทำให้เราเห็นข่าวเรื่องที่คนหันมาซื้อการ์ดจอแรง ๆ เพื่อมาแข่งกันขุดบิทคอยน์นั่นเอง คอมพิวเตอร์ของใครแรงกว่าก็จะมีโอกาสแก้สมการได้เร็วกว่า ส่วนจำนวนเงินที่ได้จากการขุดถูกกำหนดไว้ชัดเจน ซึ่งช่วงแรกจะได้ครั้งละ 50 BTC โดยจำนวนเงินที่ได้จะค่อย ๆ ลดลงทุก 4 ปี ทำให้ตอนนี้เหลือแค่ครั้งละ 25 BTC เท่านั้นอ       2. เทรดด้วยสกุลเงินอื่น หากใครที่ไม่มีคอมพิวเตอร์แรง ๆ ไปขุดบิทคอยน์ เราสามารถนำเงินสกุลอื่น ๆ ที่ได้รับการยอมรับไปแลกเพื่อเก็งกำไรมูลค่าของบิทคอยน์ได้จากนักขุด โดยมีร้านรับแลกแบบออนไลน์เกิดขึ้นมากมาย ที่ทำหน้าที่เสมือนธนาคาร ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนจะขึ้นกับกลไกลการตลาดกำหนด คือ ช่วงเวลาไหนที่ได้รับความนิยมสูง มูลค่าของบิทคอยน์ก็จะสูงขึ้นตาม Bitcoin มีการทำงานอย่างไร เปรียบเทียบสิ่งนี้กับ Torrent ซึ่งเป็นเครือข่าย P2P ที่คุณอาจเคยใช้ในการดาวน์โหลดเพลงมากมายในช่วงต้นปี 2000s เว้นแต่ในเรื่องการเคลื่อนย้ายไฟล์จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เครือข่าย Bitcoin สร้างและตรวจสอบบล็อคของข้อมูลที่ถูกแสดงในรูปของเงินเสมือน บิตคอยน์และอนุพันธ์อีกมากมายรู้จักกันในชื่อเงินดิจิทัล...
Read More