ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย

ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย

สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยสรุป ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย ประจำสัปดาห์ 20-24 ก.ค. 2563 ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ มีมูลค่ารวม 427,728.97 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 85,545.79 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 6% หมายเหตุ ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ ดอกเบี้ย อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้ และจะได้รับเงินต้นคืน เมื่อครบกำหนด ทั้งนี้เมื่อแยกตามประเภทของ ตราสารแล้ว จะพบว่ากว่า 65% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 277,280 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (state Agency Bond) ซึ่งส่วน ใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน) ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 99,065 ล้านบาท และ หุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 16,223 ล้านบาท หรือคิดเป็น 23% และ 4% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรกคือรุ่น LB24DB (อายุ 4.4 ปี) LB21DA (อายุ 1.4 ปี) และ LB29DA (อายุ 9.4 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายใน แต่ละรุ่นเท่ากับ 24,179 ล้านบาท 9,470 ล้านบาท และ 8,947 ล้านบาท ตามลำดับ ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) รุ่น BAY211A(AAA(tha)) มูลค่าการซื้อขาย 1,260 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รุ่น TRUE217B (BBB+) มูลค่าการซื้อขาย 1,203 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท แอล เอช ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รุ่น LHFG216A (Non-Rated) มูลค่าการซื้อขาย 978 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลพันธบัตรปรับลดลงเล็กน้อย ด้านปัจจัยต่างประเทศ ด้านปัจจัยต่างประเทศ สหรัฐฯ รายงานตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์อยู่ที่ระดับ 1.416 ล้านราย สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.3 ล้านราย ขณะที่ญี่ปุ่นรายงานตัวเลขเงินเฟ้อประจำเดือน มิ.ย. อยู่ที่ระดับ 0.1% (YoY) เท่ากับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ตลาดติดตามการ ประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) ในสัปดาห์หน้า สัปดาห์ที่ผ่านมา(20 ก.ค. 63 - 24 ก.ค. 63) มีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยรวมสุทธิ +1,318 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น(ST) (อายุคงเหลือไม่เกิน 1 ปี) -3,428 ล้านบาท และซื้อสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (LT) (อายุมากกว่า...
Read More
ภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ ตลาดเงินต่างประเทศ

ภาวะตลาดหุ้น น้ำมัน ทองคำ ตลาดเงินต่างประเทศ

ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากการระบาดของโรคโควิด ส่งผลให้ ภาวะตลาดหุ้น หลายๆ ประเทศนั้นมีอัตราการเติบโตลดลง และต้องรีบปรับตัวให้เร็วที่สุด สรุปคร่าวๆเกี่ยวกับภาวะตลาดหุ้นได้ดังนี้ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ เนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่พุ่งเกินคาดในเดือน มิ.ย.นั้น ทำให้นักลงทุนมีความหวังว่าเศรษฐกิจของประเทศจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการที่นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และนายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะร่วมมือกันพยุงเศรษฐกิจให้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 25,812.88 จุด เพิ่มขึ้น 217.08 จุด หรือ +0.85% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,100.29 จุด เพิ่มขึ้น 47.05 จุด หรือ +1.54% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,058.77 จุด เพิ่มขึ้น 184.61 จุด หรือ +1.87% ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ ดยได้แรงหนุนจากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หลังจากจีนเปิดเผยข้อมูลภาคการผลิตและภาคบริการที่แข็งแกร่งขึ้นในเดือน มิ.ย. และประเทศต่างๆ ในยุโรปได้ยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์ เพื่อเปิดดำเนินการด้านเศรษฐกิจอีกครั้ง นอกจากนี้ การจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจสหภาพยุโรปวงเงิน 1.8 ล้านล้านยูโร และความหวังเกี่ยวกับการพัฒนาวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ได้ช่วยหนุนตลาดด้วย ดัชนี Stoxx Europe 600 บวก 0.13% ปิดที่ 360.34 จุด และปรับตัวขึ้น 12.44% ในไตรมาส 2 ซึ่งนับเป็นการปรับขึ้นรายไตรมาสมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2558 ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 12,310.93 จุด เพิ่มขึ้น 78.81 จุด หรือ +0.64% ขณะที่ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 4,935.99 จุด ลดลง 9.46 จุด หรือ -0.19% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,169.74 จุด ลดลง 56.03 จุด หรือ -0.90% สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 19.3 ดอลลาร์ หรือ 1.08% ปิดที่ 1,800.5 ดอลลาร์/ออนซ์ และตลอดทั้งไตรมาส 2 ปีนี้สัญญาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.8% สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือน ก.ค. เพิ่มขึ้น 57.3 เซ็นต์ หรือ 3.17% ปิดที่ 18.637 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาแพลทินัมส่งมอบเดือน ต.ค. พุ่งขึ้น 23 ดอลลาร์ หรือ 2.78% ปิดที่ 851.2 ดอลลาร์/ออนซ์ สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือน ก.ย. พุ่งขึ้น 33.8 ดอลลาร์ หรือ 1.8% ปิดที่ 1,966.90 ดอลลาร์/ออนซ์ ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9475 ฟรังก์ จากระดับ 0.9514 ฟรังก์ และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.3586 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3688 ดอลลาร์แคนาดา...
Read More
อนาคตของหุ้นไทย

อนาคตของหุ้นไทย

อนาคตของหุ้นไทย อนาคตของหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทยสิ้นสุดยุคที่น่าสนใจแล้วหรือไม่ หลังจากต้นเดือนเมษายน ดัชนีหุ้นไทย rebound กลับขึ้นมายืนเหนือ 1,200 จุดได้อีกครั้ง ผลจากการชะลอของการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้น ผสานกับมาตรการการเงินและการคลังทั่วโลก แต่นักลงทุนยังคงเกิดคำถามดังกล่าวขึ้น สองสามปีมานี้ หุ้นไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์ทางลบมาหลายๆ เรื่อง และที่หนักที่สุดก็คือเรื่องวิกฤตโควิดโลกที่หนักกว่าทุกๆ เรื่องก่อนหน้านี้รวมกัน ราคาหุ้นไทยจึงไหลดิ่งลงมาอย่างยาวนาน และแม้ว่าต้นเดือนเมษายน ผลจากการที่จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มชะลอการเพิ่มรายวัน บวกกับสารพัดมาตรการการเงิน และการคลังของทั่วโลก สามารถทำให้ดัชนีหุ้นไทย rebound กลับขึ้นไปอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยืนเหนือ 1,200 จุดได้อีกครั้ง วิกฤตราคาหุ้น เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งกับตลาดหุ้นไทย ทุกครั้งก็จะกินเวลาระยะหนึ่ง สั้นบ้างยาวบ้าง แตกต่างกันไปตามระดับของปัญหา แต่หลังจากผลกระทบจบลง ราคาหุ้นในปีต่อมาก็มักจะทะยานขึ้นได้แรงเสมอ เช่นหลังจบวิกฤตต้มยำกุ้ง 2541 การจบวิกฤตซับไพร์ม 2551 หรือย้อนไกลไปเมื่อครั้ง วิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย 2533  ก็ตาม หลังวิกฤต ตลาดหุ้นก็มักกลับมาทำกำไรที่ดี พร้อมๆกับเศรษฐกิจฟื้นตัว  ในทุกรอบที่ฟื้นตัว ก็จะเกิดโคตรเซียนรุ่นใหม่ ขึ้นมาเล่าขานความสำเร็จ ในการเข้าเริ่มลงทุนในช่วงที่ราคาตกต่ำตอนวิกฤตทุกครั้งไป ตลาดหุ้นจึงไม่เคยตาย แค่ตกแรงชั่วคราวเท่านั้น การคาดการณ์จุดสิ้นสุดที่แน่นอนทำได้ไม่ง่าย ผู้ลงทุนต้องเกาะติด คิดวิเคราะห์ เกี่ยวกับต้นตอของวิกฤต ซึ่งสำหรับครั้งนี้คือการระบาดของโควิด19 ว่าจะหมดฤทธิ์เมื่อใด  รวมถึงมาตรการการเงินการคลัง ของไทยและทั่วโลก ที่จัดหนักแล้ว อาจมีหนักกว่าเดิม จนถึงระดับหนึ่งก็จะทำให้ตลาดหุ้นฟื้นได้ แล้วตัวเลขเศรษฐกิจค่อยตามมาทีหลัง เพราะตลาดหุ้นเป็น Leading Indicator นำ ในยามเกิดวิกฤตใหญ่ที่ไม่ได้คาดคิดไว้ก่อน มูลค่าของหุ้นย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผู้ลงทุนต้องวางข้อมูลเดิมก่อนหน้านี้ไป ไม่ว่าจะตัวเลขผลดำเนินงานปีก่อน หรือบทวิเคราะห์เดือนก่อน เพราะข้อมูลเหล่านั้นจะล้าสมัย ไม่ทันกับพัฒนาการของของวิกฤต ที่อาจแย่ลงมาก หรือดีขึ้นมาก ก็เป็นได้ทั้งสิ้น ใช้ EPS อนาคต ที่ปรับใหม่สดเสมอ ยกตัวอย่างเช่น รอบนี้เริ่มมีผู้คาดการณ์ล่าสุดว่า EPSของตลาดโดยเฉลี่ย จะเหลือเพียง 70 บาท แตกต่างจากของเก่าเมื่อต้นปีที่ 90-100 บาท รวมทั้งหุ้นทุกบริษัท ตัวเลขเปลี่ยนแปลงไปมากมาย โดยเฉพาะธุรกิจที่ถูกวิกฤตครั้งนี้ถล่มโดยตรง หุ้นที่เกี่ยวพันกับการท่องเที่ยวเดินทาง ธุรกิจลูกค้าต้องไปแออัดกัน การเล็งหุ้นที่จะเข้าลงทุน ไม่สามารถดูอดีต เพราะอนาคตอาจเป็นหนังคนละม้วน เราต้องคิดวิเคราะห์ไปข้างหน้าว่า 1 ฐานะการเงินของบริษัทแข็งแรงพอจะรองรับผลกระทบจากโควิดจนพ้นการระบาดหรือไม่   โดยเฉพาะหากโควิดยาวนานกว่าที่คิด 2 ผู้บริหารของบริษัทมีวิสัยทัศน์ เฉลียวฉลาด มีแววที่จะสามารถบริหารกิจการผ่านพายุร้ายครั้งนี้ได้หรือไม่ 3 ผลจากเหตุการณ์โควิดครั้งนี้ จะเปลี่ยนแปลงสภาพธุรกิจของบริษัทอย่างไร ดีขึ้นหรือแย่ลง  เปลี่ยนไปชั่วคราว หรือเปลี่ยนไปอย่างถาวร ถ้าดีครบทั้ง 3 ประการ หุ้นที่ว่าก็น่าจะอยู่ในจอเรดาร์ของเราได้แล้วครับ ด้วยความที่ข้อมูลอดีตแทบจะต้องวางไว้ข้างๆ แล้วแสวงหาข้อมูลวิเคราะห์ไปข้างหน้า เราจำเป็นต้องดูข้อมูลจากบทวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐาน ผมขอแนะนำให้มาดูข้อมูลที่สมาคมนักวิเคราะห์ฯได้ขอความร่วมมือจากสมาชิก นำมารวมกันให้ผู้ลงทุนได้ใช้ หลังจากวิกฤตโควิดผ่านพ้นไป หุ้นไทยที่ท่านได้เลือกเฟ้นธุรกิจที่ดีตามแนวทางที่กล่าวข้างต้น ยังน่าจะเป็นความหวังในการออมระยะยาวได้ดีระดับหนึ่ง แม้จะไม่ดีมากเท่าช่วงยุคทองก่อนหน้านี้ก็ตาม แต่หลักการหนึ่ง ซึ่งผมแนะนำเสมอคือ ต้องกระจายเงินลงทุนในหลายประเภทสินทรัพย์ ป้องกันความไม่แน่นอน นอกจากนั้น ในช่วงข้างหน้า สินทรัพย์ลงทุนต่างๆก็ยังน่าจะผันผวนมากได้อีก คงต้องมีการกระจายจังหวะเวลา ไม่ควรทุ่มเต็มที่ หรือหนีเต็มตัว ในจังหวะเดียวครับ สรุปภาวะตลาดหุ้นต่างประเทศ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดในวันสุดท้ายของสัปดาห์ในแดนบวกซึ่งเป็นผลมาจากการที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯได้เปิดเผยตัวเลขอัตราว่างงานในเดือน เม.ย. อยู่ที่ระดับ 14.7% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 90 ปี นับตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในปี 1930 แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 16% ขณะทีอีกหนึ่งปัจจัยนั้นเป็นผลมาจากการที่นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีนเผยว่าได้ทพูดคุยกับนายสตีเว่น มนูชิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และ นายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะยังคงปฎิบัติตามข้อตกลงทางการค้า "เฟสที่ 1"ซึ่งเป็นการยุติกระแสข่าวที่่ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯเตรียมเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรอบใหม่ โดยให้เหตุผลว่าจีนเป็นต้นเหตุของการระบาดไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งกระทบกับเศรษฐกิจของสหรัฐฯ โดยหุ้นทุกกลุ่มปรับตัวเพิ่มขึ้นทั้งหมดโดยหุ้นของ Exxon Mobil เพิ่มขึ้น 4.49%  หุ้นของโบอิ้งเพิ่มขึ้น 3.92% และ หุ้นของ Apple 2.38% ดัชนี ดาวโจนส์ : ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ปิดตลาดที่ระดับ 24,331.32 จุด เพิ่มขึ้น 455.43 จุด หรือ 1.91% ดัชนี NASDAQ : ตลาดหุ้นนิวยอร์ค...
Read More
เอาตัวรอดในภาวะ ” ตลาดหุ้นขาลง “

เอาตัวรอดในภาวะ ” ตลาดหุ้นขาลง “

นักลงทุนหน้าใหม่ใน ตลาดหุ้น หลายๆคนคงจะมึนหัวไม่น้อย ในช่วงนี้ที่ตลาดหุ้น SET มีการลดลงอย่างหนัก ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์ต้องทำการ "หยุดการซื้อขาย" ระหว่างวันเลย หรือ Circuit Breaker เพื่อป้องกันความตื่นตระหนกของนักลงทุน โดยในวัฏจักรของ ตลาดหุ้น นั้นย่อมมีขึ้นลง เป็นธรรมชาติ ของตลาด ที่จะมีการซื้อขายกันตามอุปค์-อุปทาน แล้วจะทำอย่างไรละหากเกิด ภาวะ ตลาดหุ้นขาลงความคาดหวังของนักลงทุน หรือจากการวิเคราะห์จากทฤษฎีต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ปัจจัยเทคนิคเป็นต้น หากนักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองที่เป็นบวก จะส่งผลให้ราคาหุ้นในตลาดปรับตัวขขึ้น จนทำให้เกิดแนวโน้ม ขาขึ้น (Up Trend) แต่ถ้านักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมอง ที่เป็นลบ จะส่งผลให้ราคาหุ้นในตลาดปรับตัวลดลงจนเกิดแนวโน้มขาลง เพราะอัตราผลตอบแทนที่ นักลงทุนได้รับจะลดลง หรือไม่ก็ติดลบ ตลาดหุ้นในตอนนี้ที่กำลังต้องเผชิญกับสงครามราคาน้ำมัน ที่ซาอุดิอาราเบียเปิดฉากขึ้น ในขณะที่มีปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นติดลบอยู่แล้ว อย่างการแพร่ระบาดของ ไวรัส โควิด 19 ที่เกิดขึ่นทั่วโลก COVID-19 ที่จีนเริ่มเอาอยู่แล้ว แต่ประเทศอื่น ๆ ดูยังน่าเป็นห่วง ด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อ ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน อย่างรวดเร็ว ทุกประเทศไม่ได้คุม COVID-19 ได้เหมือนอย่างที่จีนทำได้ เนื่องจากจีนเป็นประเทศกึ่งคอมมิวนิสต์ ที่สามารถควบคุมประชาชนได้มากกว่าประเทศอื่นๆ แต่ในทางกลับกันที่ ประเทศอิตาลี หรือสหรัฐฯ ไม่มีวัฒนธรรมแบบนั้น จึงทำให้การควบคุมการระบาดนั้นช้ากว่าจีน ผลกระทบที่เกิดในเศรษฐกิจจะยืดเยื้อ และหนักกว่ามาก รอจังหวะซื้อหุ้นราคาถูก หุ้นราคาถูก ในสภาพตลาดหุ้นอยู่ในขาลงนั้นไม่ได้หมายความว่า นักลงทุนจะซื้อหุ้นที่ราคาลดตามมาได้ทุกตัว หุ้นที่ซื้อจะต้องผ่านการวิเคราะห์มาแล้วว่าเป็น "หุ้นพื้นฐานดี" ซึ่งหมายความว่าหุ้นตัวนี้จะต้องมีความสามารถ ในการทำกำไร อย่างต่อเนื่อง มีผู้บริหารที่มีความสามารถ มีโอกาสที่ธูรกิจจะขยายตัวต่อเนื่อง และยังสามารถเอาตัวรอดได้แม้ว่าเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งการที่หุ้นเหล่านี้ มีราคาลดลงอาจเป็นเพราะ กิจการกำไรไต้ต่ำกว่า ที่คาดไว้เกิดเหตุความไม่สงบในประเทศ ภัยพิบัติ หรืออาจจะเป็นข่าววงในของกิจการโดยตรง เราจึงต้องวิเคราะห์ให้ดี มิฉะนั้น หุ้นที่ซื้อไปอาจจะเป็นหุ้นที่ไม่มีคุณภาพก็เป็นได้ค่ะ วางแผน รักษาเงินต้น คือเป้าหมายสูงสุด ในเวลานี้ การติดตามข่าวรายวันอาจไม่ช่อยพอร์ตการลงทุนของเราเท่ากับการวางแผนว่าจะรักษาเงินต้นที่ยังอยู่กับเรา ณ ตอนนี้อย่างไร หรือวางแผนว่าจะทำยังไงถ้าตลาดแย่ลง หรือกลับมาดีขึ้นอะไรคือปัจจัยที่เราให้น้ำหนัก เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ ที่ลดลง หรือำนวนปริมาณการส่งออกของจีน รวมถึง การเผื่อใจไว้ด้วยว่าวิกฤตครั้งนี้อาจจะหนักกว่า 2008 DCA (Dollar Cost Average) DCA คือ การลงทุนซื้อหุ้นทุกๆเดือน ในปริมาณที่เท่ากัน ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวล ว่าต้องการซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำ หรือซื้อหุ้นไม่ทัน ในตอนที่ราคาดีดตัวกลับ หลักการนี้จะไม่สนใจเรื่องของราคา เพราะมีการถัวเฉลี่ยราคาจากการซื้อทุกเดือน แถมเป็นการฝึกวินัยในการออมให้กับนักลงทุนเองค่ะ ปรับสัดส่วนของเงินลงทุน การกระจายเงินลงทุนสินทรัพย์ทางการเงิน ประเภทอื่นที่แตกต่างจากหุ้น และกระจายความเสี่ยงของพอร์ตตัวเองได้ดี เช่น ในยามที่สภาวะตลาดหุ้นอยู่ในช่วงขาขึ้น พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนทั่วไปอาจจะเป็น ลงทุนในหุ้น 80% ตราสารหนี้ 20% แต่ถ้าเมื่อใดที่ ตลาดหุ้นกลับเป็นขาลงขึ้นมา นักลงทุนก็อาจจะปรับสัดส่วนของพอร์ตตัวองเป็น ตราสารหนี 45% เงินฝากธนาคาร 30% เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลงทุนในหุ้นอีก 25% เป็นต้น ดังนั้น นักลงทุนควรปรับสัดส่วนการลงทุน ไปตามสภาวะตลาดในแต่ละช่วง เพื่อรักษาเงินลงทุนของตนเอง หุ้นที่ดีในตอนนี้ ให้น้ำหนักกับหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากไวรัส หลีกเลี่ยงหุ้นท่องเที่ยว และหุ้นที่เกี่ยวโดยตรงกับราคาน้ำมัน ที่สำคัญถ้าหุ้นตัวนั้น มีปันผล 5-8% ขึ้นไป อยู่ในธุรกิจที่มีเสถียรภาพของรายได้สูง มีหนี้ต่ำ สภาพคล่อดี และธุรกิจมีแนวโน้มกับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว พวกหุ้นที่เป็นสัมปทาน หุ้นโรงไฟฟ้า หรือหุ้นโรงพยาบาล อสังหา หรือแม้แต่ธนาคารบางตัว อาจเป็นตัวเลือกที่ในการทยอยเข้าซื้อ การเก็งกำไรขาลง ในภาวะตลาดขาลง การซื้อ หรือ การถือหุ้น อาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อ สำหรับนักลงทุนโดยทั่วไป แต่มีก็มีนักลงทุนที่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยใช้สินทรัพย์ ทางการเงิน เก็งกำไรได้ นั่นคือ ตราสารอนุพันธ์ โดยจะแบ่งออกเป็น...
Read More
บัญญัติ 4 ประการ ของนักลงทุนมือใหม่

บัญญัติ 4 ประการ ของนักลงทุนมือใหม่

บัญญัติ 4 ประการ ของนักลงทุนมือใหม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ยังมีนักลงทุนบางคนที่ตัดสินใจซื้อขายหุ้นเพียงแค่คำว่า “ซื้อตัวไหนดี” และ “ขายตัวไหนดี” ถ้าไม่ถามเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน นักวิเคราะห์ ก็ถามเพื่อนๆ โดยที่ไม่สนใจใยดีเลยว่า หุ้นที่ซื้อหรือ ขายนั้น ทำธุรกิจอะไร ผู้บริหารเป็รใคร ธุรกิจมีการเติบโตมากน้อยแค่ไหน และปีนี้กำไร หรือขาดทุน พูดง่ายๆคือ ไม่อ่านข้อมูลทางด้านปัจจัยพื้นฐาน และปัจจัย ทางเทคนิคเลยแม้แต่น้อย หากเป็นเช่นนี้ ผลลัพธ์ การลงทุน ในระยะยาวคง “ล้มเหลว” มากกว่า “ประสบ ความสำเร็จ” อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยังไม่สายหากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นนักลงทุน ที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จ เพียงแต่เริ่มต้นให้ดี ซึ่งนักลงทุนบางคนอาจจะมีคำถามว่า “จะให้เริ่มต้นอย่างไร” คำตอบ คือ หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร ลองศึกษาเกี่ยวกับ “อัตราส่วนทาง การเงิน” พอตอบแบบนี้อาจจะมีคำถามตามมาว่า “แล้วจะให้เริ่มดูอัตราส่วนทางการเงิน อะไร เพราะมีเป็นร้อยอัตราส่วน” คำตอบ คือ ให้เริ่มจำกอัตราส่วนทางการเงินที่จำเป็น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสุขภาพของ บริษัทที่กำลังจะตัดสินใจลงทุนว่าแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด 1. การเติบโตของรายได้ ดูได้จากรายงานประจำปี หรือเว็บไซต์ของบริษัทนั้นๆ หรือดูข้อมูลทางการเงินใน เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วดูการเติบโต ของรายได้ (ยอดขาย) ย้อนหลังไป 3 - 5 ปี แต่จะให้ดีควรดูย้อนหลังไป 10 ปี ว่าเป็นอย่างไร? รายได้ (ยอดขาย) เป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทจะทำกำไรได้หรือไม่ เพราะถ้ารายได้ (ยอดขาย) เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ บริษัทก็มีโอกาสที่จะมีกาไรได้ แต่ถ้ามีรายได้ (ยอดขาย) ลดลงเรื่อยๆ แสดงว่าสินค้าหรือบริการไม่เป็นที่ต้องการของตลาดอีกต่อไป ในอนาคต กาไรต้องลดลงด้วยเช่นกัน และหากรายได้ (ยอดขาย) มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอัตราที่สม่ำเสมอ นับเป็นสัญญาณที่ดีแสดงว่าบริษัทมีการเติบโตที่มั่นคงค่ะ 2.อัตรากำไรสุทธิ บัญญัติ 4 ประการ ของนักลงทุนมือใหม่ อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) คือ รายได้ที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายใน การดำเนินงาน ดอกเบี้ย ภาษี และหุ้นปันผล วิธีกำรคำนวณ อัตรากาไรสุทธิ = (กำไรสุทธิ / รายได้) x 100% บริษัทที่ดี ควรมีความสามารถ ในการทำกำไร เพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึง อัตรากำไรสุทธิ ควรจะเติบโต เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี และบริษัท ที่จะมีความได้เปรียบ ใน การแข่งขันที่ยั่งยืน ควรมีอัตรากำไรสุทธิ สูงกว่าคู่แข่ง อย่างต่อเนื่อง 3.ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) คือ ผลตอบแทนการลงทุนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น วิธีการคำนวณ ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น = ( กำไรสุทธิ / ส่วนของผู้ถือหุ้น ) x 100% ผลตอบแทน ผู้ถือหุ้น ยิ่งสูง เท่าไหร่ ยิ่งดี แสดงให้เห็นว่า ธุรกิจ มีความโดดเด่น และ...
Read More
10 หุ้นที่มีแววทำกำไร ไม่สน COVID-19

10 หุ้นที่มีแววทำกำไร ไม่สน COVID-19

10 หุ้นที่มีแววทำกำไร ไม่สน COVID-19 10 หุ้นที่มีแววทำกำไร ไม่สน COVID-19 จากการสำรวจของสื่อต่างๆ ได้สำรวจหุ้นที่ผู้บริหารและนักวิเคราะห์ประเมินกำไรปีนี้ทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจขาลงและการระบาดโควิด-19 พบ 10 บริษัทเข้าเป้า กลุ่มโรงไฟฟ้า-การเงิน นำทีม วงการชี้ธุรกิจยังเป็นขาขึ้น โรคระบาดกระทบจำกัด แต่แนะดูราคาเหมาะสมด้วย ความผันผวนของตลาดหุ้นไทยที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยมีต้นเหตุสำคัญคือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 นั้น ถือว่าสร้างผลกระทบอย่างมากต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงเวลานี้ โดยดัชนีหุ้นไทยในวันแรกของปี (3 ม.ค. 2563) ที่ระดับ 1,595.82 จุด แต่ปัจจุบันดัชนีหลักทรัพย์ลดลงไปแล้วกว่า 450 จุด จึงทำให้นักลงทุนหลายรายเลือกที่จะลดการลงทุน และถือครองเงินสดมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ในวิกฤตย่อมมีโอกาส และการลดลงของดัชนีหลักทรัพย์ รวมถึงราคาหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่มีศักยภาพหลายบริษัท ทำให้หลายต่อหลายคนมองว่าเป็นโอกาสต่อการลงทุนเพื่อรอสร้างผลตอบแทนเมื่อดัชนีรีบาวนด์ขึ้น ทว่า ยังมีนักลงทุนบางรายไม่ทราบว่าจะแบ่งสัดส่วนการลงทุนในภาวการณ์ช่วงนี้อย่างไรให้เหมาะสม และช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนได้ เรามาดูกันเลยว่า 10 หุ้นที่น่าลงทุนนั้นมีอะไรบ้าง 1. EA รับรู้กำลังผลิต 644 MW เต็มปี "ออมสิน ศิริ" ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ระบุว่า แนวโน้มกำไรสุทธิปี 63 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากปีก่อนที่ทำได้ 6,082 ล้านบาท เนื่องจากจะรับรู้รายได้กำลังผลิตไฟฟ้าครบ 664 เมกะวัตต์เต็มปี ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 278 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังงานลม 386 เมกะวัตต์  "ธุรกิจหลักโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนไม่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แถมปีนี้จะรับรู้กำลังการผลิต 664 เมกะวัตต์เต็มปี ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิเติบโตทำสถิติใหม่ต่อเนื่อง มีเพียงธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับผลกระทบบ้าง เพราะลูกค้าเลื่อนรับการส่งมอบรถยนต์ส่วนบุคคลทั่วไป (MPV) เป็นไตรมาส 3/63 จากเดิมช่วง มี.ค.63 แต่ไม่มีนัยต่อการรับรู้รายได้ปีนี้" ออมสิน กล่าว บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินกำไรสุทธิปีนี้จะเติบโต 8.9% จากปีก่อน อยู่ที่ประมาณ 6,400 ล้านบาท จากการรับรู้โรงไฟฟ้าทั้งหมดเต็มปี 2. GULF จะกำไรนิวไฮอีก 8 ปีต่อเนื่อง บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) กำไรสุทธิ 8 ปีข้างหน้า (ปี 63-70) จะเติบโตทำสถิติใหม่ทุกปี เฉลี่ยปีละ 20% จากการรับรู้กำลังการผลิตในมือที่ทยอยเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) อีกกว่า 5,080 เมกะวัตต์จากปัจจุบันที่ COD ไปแล้ว 2,701 เมกะวัตต์ ด้านบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า กำไรปี 63 ของ GULF จะอยู่ที่ 4,680 ล้านบาท เติบโต 33% จากปีก่อน จากการรับรู้รายได้เต็มปีของโรงไฟฟ้า SPP 4 โรง และโครงการโซลาร์เวียดนาม 2 โรง ปัจจุบันมีกำลังผลิต 2,701 เมกะวัตต์ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 7,781 เมกะวัตต์ภายในปี 70 คาดกำไรใน...
Read More
หุ้น Lufthansa ทะยานขึ้นหลังขอเงินทุนรัฐบาล

หุ้น Lufthansa ทะยานขึ้นหลังขอเงินทุนรัฐบาล

หุ้น Lufthansa ทะยานขึ้นหลังขอเงินทุนรัฐบาล หุ้น Lufthansa สายการบินชั้นนำของยุโรปจากเยอรมนีกำลังอยู่ในขั้นเจรจากับรัฐบาลเพื่อขอให้ช่วยโอบอุ้มธุรกิจให้พ้นจากหุบเหวแห่งการล้มละลาย ขณะที่บริษัทสูญเงินราว 1 ล้านยูโร (1.1 ล้านดอลลาร์) ในทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อดำเนินงานในช่วงที่อุตสาหกรรมการบินเป็นอัมพาตจากภาวะโรคระบาด ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวขึ้นในวันนี้ ท่ามกลางความคาดหวังต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังวิกฤตไวรัสโคโรนา โดยตลาดเยอรมนีทำผลงานได้ดีที่สุดเมื่อเปิดทำการวันแรกหลังวันหยุดสุดสัปดาห์เป็นเวลา 3 วัน ขณะที่ยังคงมีการหารือกันเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่ของภูมิภาค เมื่อเวลา 4:10 น. ตามเวลามาตรฐานตะวันออก (0810 GMT) ดัชนี DAX ของเยอรมนีปรับตัวขึ้น 3.1% ดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศสดีดขึ้น 1.7% ขณะที่ดัชนี FTSE ของสหราชอาณาจักรบวกขึ้น 0.7% ดัชนี Stoxx 600 ขยับขึ้น 1.3% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม และดัชนี RTSI ของรัสเซีย บวก 1.94% Lufthansa ระส่ำ สูญเงิน 1 ล้านยูโรทุก 1 ชั่วโมง Lufthansa เผยผลประกอบการในระหว่างประชุมประจำปีผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยขาดทุนในไตรมาสแรกถึง 1.2 พันล้านยูโร และมีแนวโน้มประสบปัญหาทางการเงินอย่างต่อเนื่องท่ามกลางวิกฤตการระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้อุตสาหกรรมการบินระส่ำระสายไปทั่วโลก คาร์สเทน สปอห์ร ซีอีโอของ Lufthansa กล่าวต่อผู้ถือหุ้นว่า บริษัทได้ก้าวถอยหลังไปสู่จุดเริ่มต้นในปี 1955 หรือ 1 ทศวรรษหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการห้ามบินเป็นเวลา 10 ปี โดยกลุ่มบริษัทสูญเสียสินทรัพย์สภาพคล่องราว 1 ล้านยูโรในทุกๆ 1 ชั่วโมงในการดำเนินงาน “เราไม่มีรายได้ในทางปฏิบัติ แต่รายจ่ายสำหรับพนักงาน เครื่องมือ การเช่า หรือเชื้อเพลิงยังมีอย่างต่อเนื่อง”   อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์กังวลว่าการแทรกแซงของรัฐบาลจะเป็นอุปสรรคต่อ Lufthansa ในการเร่งปรับโครงสร้างบริษัทตามแผน ซึ่งเดิมเตรียมลดขนาดฝูงบินลง 13% ตลอดจนปลดพนักงานจำนวน 10,000 ตำแหน่ง ขณะที่พนักงานราว 2 ใน 3 หรือกว่า 80,000 คน ถูกลดชั่วโมงการทำงานไปก่อนหน้านี้แล้ว ต่อลมหายใจ Lufthansa หลังประสบภาวะวิกฤตจากโควิด-19 จนทำให้สายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง Lufthansa อาจไปไม่รอด และต้องขอให้รัฐบาลเยอรมนียื่นมือเข้าอุ้มธุรกิจ ล่าสุดรัฐบาลได้เคาะอนุมัติเงินช่วยเหลือมูลค่า 9 พันล้านยูโร (ประมาณ 3.13 แสนล้านบาท) เพื่อต่อลมหายใจ และรักษาตำแหน่งงานนับหมื่นตำแหน่ง เงินช่วยเหลือนี้มาพร้อมเงื่อนไขให้รัฐบาลเข้าถือหุ้น Lufthansa จำนวน 20% ซึ่งจะทำให้รัฐบาลกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยรัฐบาลมีแผนจะขายหุ้นทั้งหมดภายในสิ้นปี 2023 แต่สามารถเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นอีก 5% บวก 1 หุ้น ซึ่งจะเปิดทางให้รัฐบาลสามารถโหวตยับยั้งการเข้ามาเทกโอเวอร์ของบริษัทหรือรัฐบาลต่างชาติได้ แต่ดีลดังกล่าวยังต้องผ่านความเห็นชอบจากกลุ่มผู้ถือหุ้น และคณะกรรมาธิการยุโรป ซึ่งเป็นองค์กรฝ่ายบริหารของสหภาพยุโรป (EU) ข่าวรัฐบาลไฟเขียวหนุนราคาหุ้น Lufthansa พุ่งขึ้น 7.5% เมื่อวานนี้ และช่วยหนุนดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีทะยานขึ้น 2% และปิดที่ระดับสูงสุดนับจากวันที่ 6 มีนาคม ธุรกิจ Lufthansa ดอยซ์ ลุฟท์ฮันซ่า เอจี กลุ่มธุรกิจการบินระดับโลก  ซึ่งประกอบด้วยบริษัทย่อยในเครือและบริษัทร่วมทุนมากกว่า 550 กลุ่ม  ซึ่งแบ่งกลยุทธ์การดำเนินงานออกเป็น 3 ส่วน  คือ  1.สายการบินที่มีฐานการบินหลักระดับพรีเมียม...
Read More
10 อันดับหลักทรัพย์

10 อันดับหลักทรัพย์

10 อันดับหลักทรัพย์ ในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เป็นไปตามตารางด้านล่างนี้ 10 อันดับหลักทรัพย์ ดัชนีล่าสุดเปลี่ยนแปลง%เปลี่ยนแปลงสูงสุดต่ำสุดปริมาณ('000 หุ้น)มูลค่า(ล้านบาท)SET1,347.27+2.16+0.161,358.601,341.5212,144,49949,930.76SET50896.23+1.10+0.12904.63891.321,521,84430,013.96SET1001,976.95+2.17+0.111,995.631,966.412,521,92537,467.36sSET587.34+3.85+0.66590.38584.56599,2961,901.07SETCLMV887.98+1.57+0.18894.12880.69514,50713,372.62SETHD893.10+1.15+0.13902.49888.18431,61713,322.37SETTHSI825.67+2.29+0.28833.36821.751,483,72629,457.26SETWB899.75+1.35+0.15908.45894.48516,0259,751.05mai285.75+0.16+0.06287.85284.45456,595512.73 มูลค่าซื้อขาย 10 อันดับ หลักทรัพย์มูลค่า AOM ('000 บาท)ล่าสุดเปลี่ยนแปลง(%)BAM3,184,115.3423.60+0.20 (+0.85%)KBANK2,342,262.6595.00+4.50 (+4.97%)BBL2,146,035.85108.00+5.50 (+5.37%)STA1,930,758.2027.00+0.75 (+2.86%)PTT1,826,300.8536.00-0.50 (-1.37%)AOT1,591,290.0562.00+0.50 (+0.81%)MINT1,580,200.2019.60-0.10 (-0.51%)SCB1,319,022.6274.00+2.50 (+3.50%)CPALL1,239,061.6870.00-0.25 (-0.36%)SAWAD1,047,325.3055.00-2.50 (-4.35%) ราคาเพิ่มขึ้น 10 อันดับ หลักทรัพย์ปริมาณ AOM(หุ้น)ล่าสุดเปลี่ยนแปลง(%)DEMCO9,789,1003.22+0.40 (+14.18%)TNPC2,321,5000.89+0.11 (+14.10%)SAWANG2,00011.90+1.30 (+12.26%)THE101,4001.48+0.16 (+12.12%)TR15,80026.75+2.65 (+11.00%)UV17,811,4003.44+0.32 (+10.26%)SAMART12,761,7005.60+0.50 (+9.80%)GL28,122,8004.20+0.34 (+8.81%)B3,904,8000.26+0.02 (+8.33%)FSS215,2001.14+0.08 (+7.55%) ปริมาณซื้อขาย 10 อันดับ หลักทรัพย์ปริมาณ AOM(หุ้น)ล่าสุดเปลี่ยนแปลง(%)TMB446,680,6001.14+0.03 (+2.70%)SUPER411,734,1000.76+0.02 (+2.70%)BEAUTY243,435,4001.99+0.01 (+0.51%)BAM134,132,70023.60+0.20 (+0.85%)TRUE103,427,0003.78-0.02 (-0.53%)AWC102,045,6004.84+0.06 (+1.26%)AQUA90,002,1000.44-0.01 (-2.22%)WHA83,271,0003.24-0.02 (-0.61%)MINT80,450,70019.60-0.10 (-0.51%)STA71,677,80027.00+0.75 (+2.86%) ราคาลดลง 10 อันดับ หลักทรัพย์ปริมาณ AOM(หุ้น)ล่าสุดเปลี่ยนแปลง(%)AEC2,900,4000.22-0.03 (-12.00%)GJS1,364,2000.08-0.01 (-11.11%)THAI27,441,4004.50-0.50 (-10.00%)TNPF319,9002.02-0.20 (-9.01%)CWT6,459,5001.94-0.16 (-7.62%)UPOIC1003.00-0.24 (-7.41%)NFC8001.69-0.13 (-7.14%)EIC <C>5,243,3000.13-0.01 (-7.14%)TRUBB22,323,6001.87-0.13 (-6.50%)MILL3,047,0000.73-0.05 (-6.41%) 🔅 ข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น : EGCO ร่วงสองวันติด 🔅 ประวัติศาสตร์น่ารู้ : อาภรณ์ยุคเฮอัน ...
Read More