หลักและวิธีการวินิจฉัยกำไรต่อหุ้น

หลักและวิธีการวินิจฉัยกำไรต่อหุ้น

หลักและวิธีการวินิจฉัยกำไรต่อหุ้น ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ หลักและวิธีการวินิจฉัยกำไรต่อหุ้น ของวอร์เรน บัฟเฟตต์ วิธีการคำนวณการเติบโตของกำไรของบริษัท ภายในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา หากบริษัทมีอายุการจัดตั้งและได้ดำเนินการเสนอขาย หุ้น ให้แก่สาธารณะชนครั้งแรก (IPO : ไอพีโอ) น้อยกว่าระยะเวลา 10 ปี ให้พิจารณาประวัติการเติบโตของกำไรต่อ หุ้น ตั้งแต่วันแรกของ IPO โดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ให้ข้อมูลของ หลักและวิธีการวินิจฉัยกำไรต่อ หุ้น ไว้ด้วยจะเป็นอย่างไรนั้น ตามไปดูกันเลย หุ้น การคำนวณอัตราการเติบโตด้านกำไรของบริษัท การคำนวณอัตราการเติบโตด้านกำไรของบริษัท ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ว่าได้กำไรจำนวนเท่าไหร่ มีแนวโน้มการเติบโตอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ มีวิธีการคำนวณดังนี้ กำไรต่อหุ้น = รายได้สุทธิของบริษัท ÷ จำนวนของหุ้นซึ่งอยู่ในมือของผู้ถือหุ้น (หุ้นที่เรียกชำระแล้ว) ส่วนการคำนวณเพื่อให้ทราบอัตราการเติบโตของกำไรของหุ้น มีวิธีการดังนี้ อัตราผลตอบแทน           =          (มูลค่าในอนาคต / มูลค่าในปัจจุบัน)1/N–1x 100 อัตราผลตอบแทน           =          เปอร์เซ็นต์อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น มูลค่าในอนาคต              =          มูลค่ากำไรต่อหุ้นในอนาคต  มูลค่าในปัจจุบัน            =          มูลค่ากำไรต่อหุ้นในปัจจุบัน N                                  =          จำนวนปี กำไรสะสมที่เกิดขึ้นจากการลงทุนของบริษัท สะท้อนให้เห็นมูลค่าในราคาค่าหุ้นหรือไม่ การคำนวณมูลค่ากำไรสะสมจากหุ้นที่แท้จริงของบริษัททุกครั้ง หากต้องการเห็นผลลัพธ์ด้านมูลค่าตอบแทนและกำไรสะสมที่แท้จริง ควรพิจารณาขึ้นกับตลาดที่มีระยะยาว 10 ปี หรือมากกว่า ซึ่งในการคำนวณเพื่อให้ทราบว่าฝ่ายบริหารของบริษัทคุณทำการลงทุนส่วนกำไรให้แก่ธุรกิจมากน้อยเพียงใด การลงทุนนั้นส่งผลตอบแทนที่สูงขึ้นมากแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำไรสะสมเหล่านั้น ซึ่งหากฝ่ายบริหารมีการจัดสรรและลงทุนให้เกิดกำไรสะสมได้ในปริมาณมาก มันจะช่วยสะท้อนกำไรให้แก่บริษัทอย่างแน่นอน อีกทั้งยังส่งผลให้กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย กำไรของเจ้าของในช่วงระยะเวลา 10 ปี คืออะไร แนวโน้มที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ กำไรของเจ้าของ คือ กำไรหลังหักค่าใช้จ่ายในการลงทุน ซึ่งกำไรหักการหักลบก็คือยอดคงเหลือที่เจ้าของการลงทุนจะได้รับนั่นเอง สูตรการคำนวณกำไรของเจ้าของ มีวิธีการดังนี้ กำไรของเจ้าของ = รายได้สุทธิ + ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย – ค่าใช้จ่ายการลงทุนรายได้สุทธิ (Net income)  = รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย หรือรายได้หลังจากหักค่าภาษีและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ แล้วค่าเสื่อมราคา (Depreciation)  = สินทรัพย์มีตัวตน เช่น พวกที่ดิน อาคาร อุปกรณ์ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) = สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่นสิทธิการเช่า ลิขสิทธิ์ค่าใช้จ่ายการลงทุน (Total expenses) = ค่าใช้จ่ายในการลงทุนทุกประเภท โดยเราสามารถคิดค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่ายในอัตราที่เพิ่มขึ้นได้ แต่ต้องไม่ใช่เงินสดที่เข้าไปในรายได้สุทธิและหักลบค่าใช้จ่ายในการลงทุน เราจะมองหาอัตราการเพิ่มขึ้นของกำไรต่อหุ้นได้อย่างไร และสามารถเทียบกับอัตราการเติบโตของอัตราการเพิ่มขึ้นในระยะยาวได้หรือไม่ หลักการการลงทุนหลักทรัพย์ที่ดี นักลงทุนควรจัดสรรเปอร์เซ็นต์การลงทุนหุ้นในบริษัทที่มีขนาดใหญ่บ้าง ด้วยเหตุผลที่ว่าบริษัทขนาดใหญ่มีความมั่นคงและมีหลักทรัพย์สูง หากตลาดมีแนวโน้มที่จะต่ำ ลง หรือเรียกได้ว่าอยู่ใน ช่วงขาลง หุ้นเหล่านั้นจะช่วยส่งผลให้มีอัตราการร่วงของมูลค่าหุ้นในเปอร์เซ็นต์ที่น้อยกว่า เพราะหากเราเลือกลงทุนหุ้นในบริษัทขนาดกลางหรือบริษัทขนาดเล็กเท่านั้น ผลที่ตามมาก็อาจจะเสียหายได้อย่างคาดไม่ถึง สิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มอัตรากำไรต่อหุ้นในบริษัท คือการเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของหุ้นในระยะยาว ซึ่งเห็นได้ว่า หากวิเคราะห์จริง ๆ แล้ว บริษัทใหญ่ ณ ปัจจุบัน ก็เกิดจากการเป็นบริษัทขนาดเล็กมาก่อน ซึ่งในการบริหารและจัดการของบริษัทนั้นหากมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ก็จะส่งให้มีการยกระดับจากบริษัทขนาดเล็กเป็นบริษัทขนาดกลาง ซึ่งก็เป็นไปได้อีกว่าหลังการเติบโตของบริษัทขนาดกลาง อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการขยายการเติบโตจำนวนหลายปี ถึงจะสามารถยกระดับไปเป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้ ซึ่งได้เห็นได้ชัดว่า บริษัทขนาดใหญ่ จะเรียกได้ว่าการเติบโตชะลอตัวแต่ก็ไม่ถึงกับหยุดชะงัก เพราะเมื่อบริษัทขนาดใหญ่ มักจะมีการบริหารจัดการหลายส่วนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการเติบโตที่จะเกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการเติบโตในทิศทางการขยายภายใน ไม่ว่าจะเป็น การขยายบริษัทไปสู่พื้นที่หรือภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก การเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือสายการผลิตใหม่ การขยายตลาดไปสู่ตลาดใหม่ และขยายตัวด้วยการซื้อกิจการเพื่อเพิ่มบริษัทลูก เหตุการณ์ใดบ้างที่ส่งผลให้บริษัทคุณมีกำไรเพิ่มขึ้น ในการคำนวณและวิเคราะห์หุ้นของบริษัท คุณจำเป็นต้องทราบที่มาของกำไรและลำดับการซื้อ – ขาย ทั้งหมดของบริษัท เพราะหากบริษัทคุณมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกตุ นั่นถือเป็นสัญญาณที่ดีและไม่ดีในเวลาเดียวกัน โดยที่คุณจำเป็นจะต้องนำรายการกำไรที่เกิดขึ้นนั้นออกจากรายการคำนวณประวัติของกำไร เพื่อจะนำมาคาดคะเนถึงผลกำไรนั้นอย่างถี่ถ้วน เพราะการที่กำไรเพิ่มขึ้นอย่างผิดสังเกต อาจจะขึ้นจากการขายสินทรัพย์ หรือเกิดจากการที่มีคำสั่งซื้อจำนวนมากจากลูกค้าเพียงรายเดียว ซึ่งจากการคาดคะเนพบว่ากำไรที่เกิดขึ้น อาจจะให้ผลกำไรแก่บริษัทแค่จำนวน 1 ปี หรือ 2...
Read More
รู้จักตลาดหุ้นไทย กับเรื่องที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้

รู้จักตลาดหุ้นไทย กับเรื่องที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้

รู้จักตลาดหุ้นไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยหรือตลาดหุ้น (Stock exchange of Thailand) เป็นศูนย์กลางเพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ถูกตั้งขึ้นโดย พรบ.ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ.2517 โดยภายหลังได้มีการแก้ใขกฎหมาย ทำให้การดำเนินการของตลาดหุ้นนั้นอยู่ภายใต้ พรบ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 แทน และในกฎหมายดังกล่าวยังกำหนดให้มีหน่วยงานควบคุมดูแลตลาดหลักทรัพย์และบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์คือหน่วยงานที่เรียกกันย่อ ๆ ว่า กลต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งหมายความว่าบริษัทต่าง ๆ ที่สามารถประกาศขายหุ้นของตนเองให้กับบุคคลภายนอกได้ (หรือที่เรียกว่าบริษัทมหาชน) จะไม่ได้มีอิสระในการบริหารและดำเนินธุรกิจเหมือนกับบริษัทธรรมดาที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น แต่การบริหารบริษัทรวมถึงการจัดการงบประมาณต่างๆต้องทำอย่างเปิดเผย และหากมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในบริษัท เช่น บริษัทประสบความเสียหายอย่างรุนแรง เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการ หรือกรณีอื่น ๆ ที่จะกระทบต่อราคาหุ้น จะต้องรายงานเหตุแก่ กลต. เพื่อที่จะได้แจ้งให้ประชาชนได้ทราบต่อไป นอกจากนี้ยังมีเงื่อนใขอื่นอีกมากมายที่บังคับให้บริษัทมหาชนปฏิบัติ เพราะฉะนั้นประชาชนอย่างพวกเราสามารถมั่นใจได้ว่าการซื้อหุ้นหรือการลงทุนที่ดีกับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งปะเทศไทยนั้นมีความปลอดภัย และยุติธรรมกับผู้ลงทุนอย่างเราแน่นอน คำว่า “หลักทรัพย์” ที่ทำการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์นั้นคนทั่ว ๆ ไปจะนึกถึงแต่หุ้นอย่างเดียวแต่หลักทรัพย์ที่สามารถซื้อขายกันได้นั้นมีอีกหลายชนิดมาก เช่น ตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตรรัฐบาล หมายถึง เอกสารสัญญาที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังจะมอบให้แก่ผู้ซื้อ และเราสามารถเอาไปขายกลับให้แก่รัฐได้โดยจะได้ดอกเบี้ย (เป็นวิธีการที่รัฐกู้เงินจากประชาชนเพื่อเอาไปบริหารงานต่าง ๆ ของภาครัฐ) หุ้นกู้ หมายถึง เอกสารสัญญาที่คล้ายกับพันธบัตรรัฐบาลแต่เป็นการที่บริษัทเอกชนออกมาให้นักลงทุนได้ซื้อไป โดยจะมีส่วนต่างให้ตอนขายคืนเช่นกัน (ที่เรียกว่าหุ้นกู้ เพราะว่าบริษัทจะแบ่งยอดเงินที่ต้องการจะกู้ออกเป็นส่วน ๆ เช่น ถ้าต้องการเงิน 100 ล้านบาท อาจจะออกหุ้นกู้ 1 ล้านหุ้น หุ้นละ 10 บาท เป็นต้น) โดยหลักทรัพย์ลักษณะแบบพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้นี้เราจะเรีบกกันว่าตราสารหนี้ แต่หุ้นทั่ว ๆ ไปนั้น เราจะเรียกกันว่าตราสารทุน นอกจากนั้นยังใบสำคัญเอกสารแสดงสิทธิอีกอย่างที่เรียกว่า อนุพันธ์ หรือ วอแรนท์ (warrant) หมายถึงเอกสารแสดงสิทธิในการที่จะให้นักลงทุนมีสิทธิทำอะไรต่าง ๆ เช่น ให้สิทธิในการซื้อหุ้นเมื่อจะมีการออกหุ้นเพิ่มเติม (คล้าย ๆ กับสิทธิการจอง) โดยวอแรนท์พวกนี้ก็สามารถนำมาซื้อขายกันได้ในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ถือได้ว่าเป็นตลาดรอง (Secondary Market) โดยถ้าจะเอาให้เข้าใจอย่างดีสุดนั้นผู้อ่านอาจจะต้องกลับไปอ่านบทความก่อนหน้าเพื่อทำความเข้าใจการเกิดขึ้นมาของหุ้นก่อน แต่ที่จะเล่าตรงนี้สั้น ๆ ก็คือ เมื่อบริษัทที่จะขายหุ้นให้แก่ประชาชนได้รับอนุญาตจาก กลต.ให้นำหุ้นออกขายแล้วหุ้นนั้นไม่ได้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เลยโดยตรง แต่จะต้องมีการขายครั้งแรกก่อน โดยคนจะเรียกการขายครั้งแรกนี้ว่า IPO หรือ Initial Public Offering (ตลาดแรก) ซึ่งผู้ที่จะซื้อต้องเข้าไปซื้อโดยตรงกับบริษัทที่ขายหุ้น จากนั้นผู้ที่ซื้อหุ้นโดยตรงมาจากบริษัทถึงจะนำหุ้นมาขายต่อกันที่ตลาดหลักทรัพย์หรือตลาดรอง เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่าพวกโบรกเกอร์หรือบริษัทนายหน้าค้าหุ้นต่าง ๆ นั้นมีต้นทุนมากและมีช่องทางการนำหุ้นไปขายต่อมาก จึงทำให้มีอำนาจต่อรองกับบริษัทที่นำหุ้นออกมาขายครั้งแรก โดยธรรมเนียมการปฏิบัติในไทยเรานี้ หุ้น ipo ส่วนหนึ่งจะถูกขายให้พนักงานหรือบุคคลภายในบริษัทที่ต้องการซื้อ และส่วนที่เหลือ บริษัทโบรกเกอร์ใหญ่ๆจะร่วมกันเหมาหุ้นมาเลยทีเดียวจากนั้นค่อยนำมาขายในตลาดรองอย่างตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก้เป็นสิทธิของบริษัทที่ต้องการขายหุ้นให้ทำได้ ส่วนราคาขายครั้งแรกนี้ นักลงทุนจะเรียกกันย่อ ๆ ว่า ราคาIPO การจะซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์นั้นกฎหมายกำหนดให้จะต้องทำผ่านโบรกเกอร์ เนื่องจากการจะซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เรากดซื้อกดขายกันผ่านคอมพิวเตอร์บ้าง มือถือบ้างนั้น มันยังมีเรื่องของเอกสารสัญญาต่าง ๆ เบื้องหลังที่เราไม่ค่อยได้ให้ความสนใจ เราก็เพียงเห็นแต่ว่ากดปุ๊บ หุ้นก็เข้ามาอยู่ในพอร์ตเราเลย รู้จักตลาดหุ้นไทย กับเรื่องที่นักลงทุนมือใหม่ควรรู้ ในส่วนของเอกสารต่าง ๆ หรือการดีลซื้อขายหุ้นนี่แหละ ที่เป็นหน้าที่ที่โบรกเกอร์จัดการดำเนินความสะดวกให้เรา เพราะฉะนั้นการที่เราจะเริ่มลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ก็จะต้องไปสมัครสมาชิกกับโบรกเกอร์ก่อน โดยในปัจจุบันสามารถทำได้ง่ายมาก ๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต โดยที่ตัวเราไม่ต้องไปธนาคาร หรือไปที่บริษัทโบรกเกอร์เลย การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ก็จะเป็นไปอย่างอิสระ หากเราสนใจหุ้นตัวใดก็สามารถกดข้อมูลขึ้นมาดูได้ จะมีรายละเอียดบอกคือ ตอนนี้มีคนเสนอซื้อหุ้นตัวนี้อยู่ในราคาเท่าไหร่ จำนวนเท่าไหร่ และมีคนเสนอซื้ออยู่ในราคาเท่าไหร่ จำนวนเท่าไหร่ เช่นกัน โดยราคาของสองฝั่งนี้จะไม่เท่ากัน เนื่องจากถ้ามันเท่ากันเมื่อไหร่ ตลาดหุ้นก็จะจับคู่ระหว่างคนเสนอซื้อกับเสนอขายนั้นเพื่อซื้อขายกัน ข้อที่ควรรู้อีกอย่างก็คือใน SET นั้น จะมีการแบ่งกลุ่มเพื่อเก็บและแสดงสถิติแยกกับภาพรวม เช่น กลุ่ม SET50 (บริษัทที่มีขนาดใหญ่ 50 อันดับแรก) SET100 (บริษัทที่มีขนาดใหญ่ 100 อันดับแรก) ซึ่งบริษัทพวกนี้แหละที่เป็นที่นิยมในการซื้อขายและราคาของบริษัทพวกนี้มีผลอย่างยิ่งต่อดัชนีดดยรวมของราคาตลาดหุ้นทั้งหมด นี่เป็นรายละเอียดข้อควรรู้คร่าว ๆ เกี่ยวกับตลาดหลักทรัพย์...
Read More
วิธีเริ่มเล่นหุ้น

วิธีเริ่มเล่นหุ้น

วิธีเริ่มเล่นหุ้น อยากลองเล่นหุ้นดูใช่ไหม? แต่ไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับหุ้นเลย เรียกว่าความรู้หุ้นเป็นศูนย์ ไม่รู้ต้องเริ่มจุดไหน ไม่เข้าใจว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ทุกอย่างดูยากและมีแต่ศัพท์เฉพาะ วันนี้ลงทุนศาสตร์เขียนบทความ ” วิธีเริ่มเล่นหุ้น ” สำหรับมือใหม่แบบใหม่สุดๆ โดยเฉพาะ เพื่อเป็นความรู้พื้นฐาน สำหรับการต่อยอดหาเงินและลงทุนในอนาคต 1 หุ้นคืออะไร หุ้น (stock หรือ share) คือ ส่วนของความเป็นเจ้าของของบริษัทจดทะเบียน อธิบายแบบนี้ กิจการต่างๆ เวลาที่ต้องขยายธุรกิจ แต่ไม่อยากกู้ธนาคาร วิธีหนึ่งคือเสนอขายหุ้นให้กับนักลงทุนรายย่อยซึ่งถือเป็นการให้ใครก็ได้สามารถมาร่วมเป็นเจ้าของกิจการได้ เหมือนเราอยากเปิดร้านกาแฟสักร้านหนึ่ง แต่เงินไม่พอจึงไปหาคนมาหุ้นด้วย เวลามีกำไรจากธุรกิจก็แบ่งกันไปตามสัดส่วน แต่บริษัทที่จะขายหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ได้จะต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนและผ่านเกณฑ์ในการนำมาระดมทุนได้ ความโปร่งใสของข้อมูลจะมากกว่าธุรกิจที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนรายย่อยลงทุนได้อย่างปลอดภัย 2 หุ้นซื้อขายอย่างไร   หุ้นซื้อขายผ่านตลาดรองทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในปัจจุบันมี 2 ตลาด คือ SET และ MAI แต่ในทางปฏิบัติไม่มีความแตกต่างเท่าไหร่นัก เพราะสามารถซื้อขายได้เหมือนกัน โดยนักลงทุนรายย่อยต้องซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาต หรือที่เรียกติดปากกันว่า “โบรคเกอร์” เพื่อให้โบรคเกอร์เป็นคนกลางในการจัดการโอนหุ้นและโอนเงินกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย นักลงทุนไม่จำเป็นต้องไปประกาศหาผู้ซื้อหรือผู้ขายหุ้นด้วยตนเอง เพียงแต่ซื้อขายผ่านตลาดกลางที่จัดสรรไว้ และปล่อยให้โบรคเกอร์เป็นคนดูแลจัดการเรื่องธุรกรรม 3 ราคาซื้อขายหุ้นกำหนดจากอะไร   ระบบการซื้อขายหุ้นคือระบบประมูล เราจะสามารถซื้อหุ้นได้โดยตั้งราคาที่อยากซื้อไว้ รอให้มีคนมาขายให้ราคาที่ต้องการ หรือเลือกซื้อหุ้นเลยจากคนขายที่มาตั้งราคาขายไว้ก็ได้ เช่น หุ้นตัวหนึ่งมีราคาเสนอซื้ออยู่ที่ 72.25, 72.50, 72.75, 73.00 และ 73.25 ในขณะที่ราคาเสนอขายอยู่ที่ 73.50, 73.75, 74.00, 74.25 และ 74.50 หากเราต้องการซื้อหุ้นให้ได้ราคาต่ำๆ เราก็สามารถตั้งราคาไว้รอได้ เช่น เสนอซื้อที่ 73.00 บาท รอให้คนมาขายให้เรา แต่ถ้าเราต้องการหุ้นเลยเพราะคิดว่าราคาเหมาะสมแล้วก็สามารถเคาะซื้อจากคนที่เสนอขายไว้ได้เลยที่ 73.50 บาท (ราคาถูกที่สุดเท่าที่มีคนเสนอขาย) แบบนี้ก็จะได้หุ้นทันที ไม่ต้องตั้งราคารอซึ่งการตั้งราคารอก็อาจจะไม่ได้หุ้นก็ได้ หากไม่มีคนยอมขายที่ราคาที่เราตั้ง 4 หุ้นซื้อขายผ่านทางไหน   หุ้นซื้อขายผ่านทางโบรคเกอร์เป็นหลัก แต่วิธีการซื้อขายผ่านโบรคเกอร์ก็สามารถทำได้หลายวิธีด้วยกัน วิธีดั้งเดิมคือการโทรศัพท์ไปที่บริษัทโบรคเกอร์เพื่อทำการสั่งซื้อขายผ่านผู้ดูแลนักลงทุนส่วนตัวของเรา แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เราสามารถสั่งซื้อขายหุ้นผ่านทางเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชันออนไลน์ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกอย่างมากในการลงทุน เราสามารถตัดสินใจซื้อขายได้รวดเร็วและทันสถานการณ์ 5 กำไรจากหุ้นมาจากไหน   กำไรจากหุ้นมาจาก 2 ทางด้วยกัน คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล โดยส่วนต่างราคาคือกำไรที่ได้จากราคาหุ้นที่เราขายสูงกว่าราคาหุ้นที่เราซื้อมา เช่น หากซื้อหุ้นตัวหนึ่งมาที่ราคา 10 บาท จำนวน 10,000 หุ้น มูลค่ารวม 100,000 บาท ต่อมาราคาหุ้นขึ้นไปสูงจึงตัดสินใจขายที่ราคา 12 บาททั้งหมด มูลค่ารวม 120,000 บาท แบบนี้เราจะได้ส่วนต่าง 20,000 บาทจากการลงทุนครั้งนี้ (ต้องหักค่าคอมมิชชันส่วนหนึ่งให้โบรคเกอร์ด้วย ประมาณ 0.20% ของมูลค่าการซื้อขาย) ซึ่งหากเราขายไปที่ราคาต่ำกว่าที่ซื้อมา ตรงนี้ก็จะกลายเป็นการขาดทุนจากการลงทุน ส่วนกำไรอีกด้านหนึ่งคือเงินปันผล โดยทั่วไป กิจการจะจ่ายเงินปันผลคืนแก่ผู้ถือหุ้นโดยจัดสรรจากกำไรสุทธิ หากหุ้นที่เราถืออยู่ประกาศจ่ายเงินปันผล เราก็จะได้เงินตรงนี้เข้าบัญชีมาด้วย ซึ่งหุ้นแต่ละตัวก็มีนโยบายการปันผลแตกต่างกันออกไป บางตัวไม่ปันผลเลย บางตัวปันผลบ่อย บางตัวปันผลปีละครั้ง 6 ในตลาดหุ้นมีกิจการอะไรให้ซื้อบ้าง   ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในปัจจุบันมีหุ้นอยู่ประมาณ 700 ตัว ซึ่งก็มีธุรกิจให้เลือกหลากหลาย โดยธุรกิจใหญ่ๆ ระดับประเทศส่วนใหญ่ก็จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ให้เราซื้อขายหุ้นทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น CPALL ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น CPN ห้างสรรพสินค้าเซนทรัล BDMS เจ้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพดุสิตเวชการ ADVANC เครือข่ายโทรศัพท์เอไอเอส WORK ช่องโทรทัศน์เวิร์คพอยท์ทีวี SCC ปูนซีเมนต์ไทย PTT บริษัทน้ำมันปตท....
Read More
7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น

7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น

7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น 7 ขั้นตอน พัฒนาตนเองให้รู้ทันเรื่องหุ้น แม้ว่าการลงทุนในกองทุนรวมนั้น จะสะดวกและเหมาะมากสำหรับมือใหม่ แต่การพัฒนาตนเองให้มีความรู้เรื่องหุ้น ให้มากขึ้น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรใส่ใจมากเหมือนกัน ทว่าหลาย ๆ นั้น คนอาจรู้สึกสับสนเพราะมีข้อมูลให้ศึกษาไปหมด บทความนี้จึงมาช่วยแตกประเด็นว่ามีองค์ความรู้และข้อมูลอะไรบ้างที่ควรศึกษา และมีพฤติกรรมง่ายๆ อย่างไรบ้างที่คุณสามารถฝึกให้ตนเองรู้ทันหุ้นได้มากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีดังนี้ 1. ฝึกค้นหาข้อมูลพื้นฐาน ของหุ้นแต่ละตัว​ ลองค้นหาข้อมูลของหุ้นที่สนใจจะซื้อ โดยอาจเริ่มต้นแบบง่ายที่สุดใน Google ด้วยการเสิร์ชชื่อหุ้นที่ต้องการค้นหาลงไป หรืออ่านข้อมูลในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีเมนูข้อมูลบริษัทและข้อมูลหลักทรัพย์อยู่ โดยมีข้อมูลสำคัญของหุ้นแต่ละตัว ทั้งงบกำไร ขาดทุน ผลประกอบการของบริษัทย้อนหลัง ราคาย้อนหลัง ข้อมูลผู้บริหาร รวมไปถึงข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทและหลักทรัพย์นั้นๆ ด้วยค่ะ นอกจากนั้นควรปูพื้นฐานของการเล่นหุ้นให้แน่น ด้วยการฝึกอ่านข้อมูลพื้นฐาน และศึกษาศัพท์น่ารู้ที่ปรากฏบ่อยๆ เช่น P/E Ratio, EPS, Avg, ATO เพราะการฝึกใช้งานข้อมูลต่างๆ ในเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์จะช่วยให้คุณมีพื้นฐานการเล่นหุ้นที่เข้มแข็งขึ้น 2. ดาวน์โหลดแอพเกี่ยวกับหุ้นไว้ติดเครื่อง ทุกวันนี้มีตัวเลือกแอพพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับหุ้นของไทยให้คุณได้เลือกดาวน์โหลดหลายเจ้า เพื่อดูความเคลื่อนไหวของหุ้นที่เราติดตามแบบเรียลไทม์ แค่เปิดสมาร์ทโฟนขึ้นมาก็เข้าดูข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นได้แล้ว และเพราะตัวเลขหุ้นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การอัปเดตข่าวสารอย่างสม่ำเสมอก็เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นดีๆ ที่ช่วยให้คุณรู้ทันหุ้นหลายแอพ ไม่ว่าจะเป็น Settrade Streaming แอพพลิเคชั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถใช้ซื้อขายหุ้น ดูข้อมูลราคาหุ้นแบบเรียลไทม์และย้อนหลัง รวมถึงข่าวสารอื่นๆ StockRadars แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถหาหุ้นในเงื่อนไขต่างที่กำหนดเอาไว้ และยังมีฟังก์ชั่นสำหรับดูกราฟหุ้น รวมถึงมีการมีแจ้งเตือนเมื่อหุ้นที่เราสนใจราคาเพิ่มขึ้นไปหรือว่าตกลงมาจุดที่เราตั้งเอาไว้ด้วย Market Anyware แอพพลิเคชั่นที่สามารถตอบโจทย์สำหรับนักลงทุนมือใหม่ มือเก่า เพราะแอพนี้สามารถสแกนหาหุ้นได้แบบ Real Time สามารถตั้งโปรแกรม Alert สำหรับแจ้งเตือนราคารวมถึงสามารถดึงข้อมูลของบริษัทย้อนหลังได้ถึง 30 ปี Jitta แอพพลิเคชั่นหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนแนว Value Investor ที่เน้นดูปัจจัยพื้นฐาน สามารถแสดงแนวโน้มราคาของหุ้นด้วยการคำนวณจากสินทรัพย์ หนี้สิน และผลประกอบการในอดีตของบริษัทนั้น และแสดงคะแนนคุณภาพของบริษัทนั้นๆ โดยอาศัยอัลกอลิทึมของ Jitta Bloomberg เป็นแอพที่รวบรวมข้อมูลหุ้นและกองทุนมากมายให้ศึกษาจากทั่วทุกมุมโลก Krungsri Stock Expert แอพพลิเคชั่นสำหรับลูกค้า Krungsri Securities ที่ช่วยทำให้การซื้อขายหุ้นของเหล่านักลงทุนเป็นเรื่องง่าย เพราะมีข้อมูลหุ้นแบบทันเหตุการณ์ มีเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์และกราฟราคาแบบต่างๆ และบทวิเคราะห์ที่นำมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้เป็นอย่างดี 3. อ่านบทวิเคราะห์เยอะๆ สำหรับสองข้อที่ผ่านมา จะค่อนข้างเน้นการติดตามข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง แต่นอกจากข้อมูลประเภทข้อเท็จจริงแล้ว การติดตามข้อมูลประเภทความคิดเห็นหรือบทวิเคราะห์นั้นก็จะช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับคุณตัวอย่างแหล่งที่คุณสามารถติดตามอ่านบทวิเคราะห์ได้ ได้แก่ Settrade โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีข้อมูลทั้งตราสารทุน ตราสารหนี้ ตราสารอนุพันธ์ และกองทุนรวม Finnomena แหล่งข้อมูลข่าวสารและบทวิเคราะห์วงการหุ้นและกองทุนของไทย Seeking Alpha / iBillionaire แหล่งรวมข้อมูลด้านการลงทุนจากนักลงทุนจากทั่วโลก สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาหุ้นต่างประเทศ บทวิเคราะห์หุ้นดีๆ ในเว็บไซต์ของสถาบันการเงิน ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินเป็นอีกที่ที่มีผู้เชี่ยวชาญในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล 4. เข้าร่วมกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการลงทุน นอกจากการศึกษาข้อมูลด้วยการอ่านแล้ว การศึกษาด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะการเล่นหุ้นก็เหมือนการออกกำลังกาย ถ้าคุณมีกลุ่ม สมาคม ไว้พูดคุยอัปเดตข่าวสาร ก็จะยิ่งทำให้รู้สึกสนุก และเหมือนมีเพื่อนร่วมทางเพื่อไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ด้วยกัน ซึ่งในกลุ่มของนักลงทุนด้วยกันก็มักจะมีเทคนิค แนวทางการเล่นหุ้นที่น่าสนใจมาบอกกันด้วย ถ้าอยากพัฒนาตัวเองง่ายๆ ก็ลองฝึกตั้งคำถามรวมถึงลองเข้าไปตอบคำถามของคนอื่นในกลุ่ม โดยปัจจุบันมีกลุ่มของนักลงทุนหลากหลายให้ติดตามทั้งใน Facebook Group, LINE Group และเว็บบอร์ดต่างๆ 5. อ่านหนังสือหรือเข้าฟังสัมมนาเกี่ยวกับหุ้น ก่อนหน้านี้ เราได้แนะนำวิธีการศึกษาด้วยตนเองผ่านอินเทอร์เน็ตมาแล้ว แต่นอกเหนือจากการศึกษาด้วยตนเอง ก็คือการต่อยอดความรู้เพิ่มเติม หลังจากที่คุณศึกษาด้วยตนเองระดับนึงแล้วไปฟังสัมมนาหรือซื้อหนังสืออ่านเพิ่มเติมจะช่วยให้ได้ประโยชน์มากขึ้น เพราะเราสามารถเลือกศึกษาในหัวข้อที่เฉพาะเจาะจงกับความอยากรู้ของเราได้ การเล่นหุ้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความไว และการศึกษาข้อมูลในการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ คุณควรจะแบ่งเวลาส่วนหนึ่งมาเข้าร่วมงานสัมมนาที่จัดเกี่ยวกับหุ้นสักหน่อย เพราะนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังทำให้ได้เจอนักลงทุนคนอื่น และยังเป็นการสร้างคอนเนคชั่นที่ดีอีกด้วย 6. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการเล่นหุ้นมีรายละเอียดและเทคนิคปลีกย่อยมากมาย และเราคนเดียวไม่อาจรู้และเข้าใจได้ทุกอย่าง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก็เป็นอีกทางหนึ่งในการแก้ปัญหาได้ดี อีกทั้งปัจจุบันนี้ช่องทางในการหาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนนั้นก็เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้นกว่าในอดีต เช่น ธนาคารกรุงศรีมีผู้เชี่ยวชาญให้ปรึกษาเรื่องหุ้น 7. เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง สุดท้ายแล้วการพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุดคือการลงมือทำจริง ทั้งประสบการณ์ที่ดี และประสบการณ์ที่ล้มเหลว จะล้วนนำมาสู่ความรู้ อย่าเพิ่งกังวลกับอะไรมากเกินไปเพราะจะไปขัดขวางการพัฒนาตัวเองของเราได้ การเล่นหุ้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องอาศัยหลายๆ อย่างมาประกอบเข้าด้วยกันนั่นเอง ซึ่งการจะรู้ทันหุ้นได้ หลายครั้งนักลงทุนนั้นมักอาศัยวิธีใดแค่วิธีหนึ่ง แต่ทางที่ดีควรทำให้ครบทั้งหมดที่แนะนำมานี้ แล้วรับรองว่าคุณจะกลายเป็นนักลงทุน อีกหนึ่งคนที่รู้ทันหุ้น...
Read More
ฝึกเล่นหุ้นให้เซียน กับโปรแกรมเทรดหุ้นจำลอง

ฝึกเล่นหุ้นให้เซียน กับโปรแกรมเทรดหุ้นจำลอง

อยากจะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอยู่หรือป่าว คุณจะต้องรู้จักวิเคราะห์ตลาดให้เป็นและรู้จักใช้กลยุทธ์การเทรดที่น่าเชื่อถือ แต่จะเริ่มจากตรงไหนดีละ แล้วจะทดลองใช้กลยุทธ์ที่สร้างขึ้นมาก่อนที่จะเอาเงินลงไปเสี่ยงจริง ๆ ในตลาดได้อย่างไร ตอนนี้นี่เองที่โปรแกรมจำลองการเทรดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ วันนี้เราจึงจะมาแนะนำโปรแกรมเทรดหุ้นจำลอง เป็นโปรมแกรมสำหรับทดลอง เทรดหุ้นฟรี ให้คุณได้ลองไป ฝึกเล่นหุ้นให้เซียน กันค่ะ ไม่ว่าคุณกำลังจะทำการเทรด Forex หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือคริปโตเคอเรนซี่ การฝึกฝนถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ และตัวช่วยที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นฝึกฝนการเทรดก็คือโปรแกรมฝึกเทรด Forex หรือโปรแกรมเล่นหุ้นจำลองนั่นเอง ซึ่งคุณสามารถลงทะเบียนลองใช้โปรแกรมจำลองการเทรดของเราได้ฟรีตั้งแต่วันนี้ เลือกโปรแกรมจำลองการเทรดที่ดีที่สุด เรียนรู้วิธีการใช้งานโปรแกรมจำลองการเทรดรายวัน (day trade) โปรแกรมทดสอบกลยุทธ์เทรด Forex และอื่น ๆ อีกมากมายได้ที่นี่เพราะเรารู้ว่าถ้าอยากเก่งก็ต้องฝึกฝน บางคนต้องใช้เวลาไปถึง 10,000 ชั่วโมงกว่าจะชำนาญในทักษะใดทักษะหนึ่ง การเทรดก็ไม่ต่างกัน จำนวนชั่วโมงที่เทรดเดอร์ได้ใช้ไปกับการเทรดก็คือสิ่งที่ช่วยบ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าใครเป็นเทรดเดอร์มือใหม่ ใครเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ ซึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการฝึกฝนนั้นสำคัญเสียยิ่งกว่าความรู้ตามตำราทั่วไป และก็เป็นโชคดีของคุณที่โปรแกรมเล่นหุ้นจำลองแบบออนไลน์นี่แหละที่จะเป็นตัวช่วยให้คุณกลายเป็นเทรดเดอร์ระดับเซียนได้ โปรแกรมฝึกเทรด Forex หรือโปรแกรมเล่นหุ้นจำลองเป็นโปรแกรมหนึ่งที่ "จำลอง" สภาพตลาดจริงขึ้นมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เทรดเดอร์ได้ทดลองเทรดและฝึกการใช้กลยุทธ์การเทรดของตนด้วยเงินจำลองก่อนที่จะไปลงสนามในตลาดจริง โปรแกรมจำลองการเทรดบางตัวจะใช้อัลกอริธึมแบบง่าย ๆ ในการเลียนแบบกิจกรรมของตลาดแบบกว้าง ๆ ในขณะที่โปรแกรมจำลองการเทรดบางตัวจะเป็นเหมือนโปรแกรมเทรดที่แสดงข้อมูลตลาดจริงซึ่งทำให้ได้ประสบการณ์การเทรดในตลาดที่สมจริงกว่า ถึงแม้ว่าโปรแกรมจำลองการเทรดทั้งสองแบบจะมีประโยชน์ทั้งสิ้น แต่แบบหลังจะให้อะไรได้มากกว่ามาก คุณสมบัติสำคัญของโปรแกรมฝึกเทรด Forex ประกอบด้วย การจำลองและอัพเดตสภาวะตลาดจริงใช้บัญชีทดลองเทรดได้โดยไร้ความเสี่ยงมีฟีเจอร์และฟังก์ชันสำหรับการเทรดครบสามารถทดสอบกลยุทธ์การเทรด Forex ได้ทุกรูปแบบ โปรแกรมเล่นหุ้นจำลองส่วนใหญ่จะให้วงเงินจำลองตั้งแต่ 5,000 ถึง 10,000 ยูโร ซึ่งเทรดเดอร์สามารถนำไปทดลองเทรดในตราสารการเงินหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร Forex สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนี และคริปโตเคอเรนซี่ ส่วนใหญ่แล้วโปรแกรมจำลองการเทรดมักจะตั้งชื่อตามประเภทของตราสารที่ให้คุณเทรดได้ เช่น โปรแกรมเทรดหุ้นจำลอง (เทรดหุ้น) โปรแกรมจำลองการเทรด Forex (เทรด Forex) โปรแกรมจำลองการเทรด binary (เทรด binary options) เป็นต้น บริษัทอื่น ๆ อาจตั้งชื่อโปรแกรมจำลองการเทรดตามอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น โปรแกรมจำลองการเทรดสำหรับ PCโปรแกรมจำลองการเทรดสำหรับ iPhoneโปรแกรมจำลองการเทรดสำหรับ iPadโปรแกรมจำลองการเทรดสำหรับ MACโปรแกรมจำลองการเทรดสำหรับ Android โปรแกรมเล่นหุ้นจำลอง vs แพลตฟอร์มเทรดหุ้นจำลอง เนื่องจากมีชื่อเรียกที่หลากหลายสำหรับโปรแกรมเหล่านี้ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแยกออกว่าควรจะลงทะเบียนใช้งานอันไหนดี และคนส่วนใหญ่ก็มักจะแยกไม่ออกระหว่างบัญชีทดลอง (demo account) ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองการเทรดที่อยู่ภายในแพลตฟอร์มเทรด (trading platform) ที่มีแพลตฟอร์มเทรดจำลองอยู่ ต่อไปนี้เป็นข้อแตกต่างแบบคร่าว ๆ ของสองสิ่งนี้ บัญชีทดลองเทรดหุ้น (demo account) ถือเป็นส่วนสำคัญที่จำเป็นต้องมีเมื่อคุณต้องการจะเริ่มทำการซื้อขายในตลาดจริง แต่ก่อนที่จะเข้าไปในตลาดจริงได้นั้น คุณควรจะต้องทำการฝึกฝนความรู้ใหม่ ๆ ที่ได้เรียนรู้มารวมถึงกลยุทธ์การเทรดของตนเองเสียก่อน และแม้ว่ากลยุทธ์การเทรดของคุณจะประสบความสำเร็จในบัญชีทดลอง ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเป็นเหมือนกันเมื่อเข้าไปเทรดด้วยบัญชีเทรดจริง เนื่องจากสภาวะตลาดนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานั่นเองแพลตฟอร์มเทรดหุ้นจำลอง (simulation platform) จะจำลองประสบการณ์ที่เทรดเดอร์คนอื่น ๆ ได้ประสบระหว่างการเทรด จุดประสงค์ของมันก็คือให้ผู้ใช้ได้เรียนรู้จากเทรดเดอร์เหล่านี้ในการแก้ปัญหาที่พบในแต่ละระดับขั้นซึ่งมีความยากง่ายแตกต่างกันไป ข้อดีและข้อเสีย ของโปรแกรมจำลองการเทรด ถ้าคุณต้องการหาโปรแกรมจำลองการเทรดที่ดีที่สุดในตลาด สิ่งสำคัญที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือข้อดีและข้อเสียของโปรแกรมนั้น ๆ ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าว่าข้อดีและข้อเสียของการใช้โปรแกรมเล่นหุ้นจำลองหรือโปรแกรมฝึกเทรด Forex มีอะไรบ้าง ข้อดีบางประการของโปรแกรมจำลองการเทรด ได้แก่ คุณจะได้เรียนรู้วิธีการใช้โปรแกรมหรือแพลตฟอร์มเทรด และไม่ต้องกังวลเรื่องข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ อย่างเช่นการวางคำสั่งออร์เดอร์โดยไม่ได้ตั้งใจคุณสามารถทดลองใช้กลยุทธ์การเทรดได้โดยไม่ต้องเอาเงินจริง ๆ ของคุณมาเสี่ยง ซึ่งถ้าหากกลยุทธ์การเทรดนั้นไม่เวิร์กเมื่อนำมาใช้ในบัญชีทดลอง คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเสียเงิน และถ้าหากกลยุทธ์นั้นเวิร์ก คุณก็จะมีกลยุทธ์ดี ๆ เก็บไว้ใช้ในการเทรดจริงโปรแกรมจำลองตลาดหุ้นแบบเรียลไทม์จะช่วยให้คุณเข้าใจตลาดการเงินได้ดีขึ้น รวมถึงตราสารทางการเงินที่คุณต้องการจะลงทุนด้วยโปรแกรมเล่นหุ้นจำลองหรือโปรแกรมฝึกเทรด Forex ยังให้คุณได้ทดลองใช้โปรแกรมช่วยเทรด (automated trading software) ก่อนที่จะตัดสินใจเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากไปวางไว้ให้ระบบอัตโนมัติทำการลงทุนให้ ส่วนข้อเสียของการใช้โปรแกรมจำลองการเทรดฟรีก็คือมันไม่สามารถนำมาใช้เป็นตัวแทนของประสบการณ์การเทรดในตลาดจริงที่คุณจะต้องเจอได้เสียทั้งหมด เมื่อคุณเริ่มเทรดด้วยเงินจริง ๆ แล้ว ยังมีปัจจัยอีกหลายประการที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของคุณ อาทิเช่น ความทนทานในการรับความเสี่ยงและโปรไฟล์การลงทุนของคุณเงินทุนเริ่มแรกของคุณระยะเวลาการลงทุนของคุณการเก็บภาษีในประเทศของคุณความกดดันและความเครียดเมื่อต้องเอาเงินจริง ๆ เข้าไปเสี่ยงในการลงทุนการจัดการความเสี่ยงและกลยุทธ์การบริหารพอร์ต ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ส่งผลให้เทรดเดอร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทรดเดอร์มือใหม่) ตัดสินใจลงทุนแตกต่างกันไปเมื่อได้เข้าไปเทรดในตลาดจริง ยกตัวอย่างเช่น พบว่าในการแข่งเทรดฟรี (free trading contest) เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะยอมเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าเพื่อให้ได้ผลกำไรที่ดีที่สุดและชนะรางวัลไป ไม่ควรนำโปรแกรมเล่นหุ้นจำลองหรือบัญชีทดลองมาใช้เพื่อการนี้ แต่ควรนำไปใช้ในการทดสอบกลยุทธ์การลงทุนและทดลองเทรดตราสารทางการเงินใหม่ ๆ ที่ไม่คุ้นเคยมากกว่าเลือกโปรแกรมฝึกเทรด Forex อย่างไรให้ได้ตัวที่ดีที่สุด ถ้าหากคุณพร้อมที่จะลองใช้โปรแกรมจำลองการเทรดเพื่อฝึกเทรด Forex...
Read More
รวมความคิดของมหาเศรษฐี ระดับโลก เขาคิดอย่างไรกัน

รวมความคิดของมหาเศรษฐี ระดับโลก เขาคิดอย่างไรกัน

รวมความคิดของมหาเศรษฐี สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้กันนะเชื่อว่า เกือบทุกคนอยากรวยจากการลงทุนอะไรสักอย่าง แต่ยังไปไม่ถึงฝัน ไม่ว่าคุณจะลงทุนเรื่องหุ้น ธุรกิจ หรืออะไรก็แล้วแต่ทุกคนย่อมอยากประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น แต่จะประสบความสำเร็จไม่ได้เลยหากว่าแนวคิดหรือกรอบความคิดอะไรสักอย่าง วันนี้จะมาดูกันว่า แนวคิดของคนที่รวยเขาคิดอย่างไร ไปชมกันเลย สตีฟ  จอบส์ (Steve Jobs) 1. จงกระหาย และ ทำตัวโง่ให้ตลอดเวลา เพราะถ้าเมื่อไหร่เราอิ่ม และ เรารู้สึกว่าตัวเองฉลาด เราจะไม่มีทางพัฒนา2. นวัตกรรมแยกผู้นำกับผู้ตามออกจากกัน3. ถ้า Apple เป็นที่ที่คอมพิวเตอร์กลายเป็นสิ่งที่ธรรมดา ความน่าตื่นตาหายไป และคนลืมไปว่า คอมพิวเตอร์ คือ สิ่งประดิษฐ์ที่มหัศจรรย์ที่สุดที่มนุษย์เคยรังสรรค์ขึ้นมา ผมคงรู้สึกว่าผมสูญเสีย Apple ไป แต่ถ้าผมอยู่ห่างออกไปแสนไกลแล้ว แต่คนยังรู้สึกแบบๆนั้น (Apple ยังตื่นตาและรู้ว่าคอมพิวเตอร์คือสิ่งที่ดีที่สุด) ผมคงรู้สึกว่าพันธุกรรมของผมยังคงอยู่ที่นั่น4. ในบางครั้งเมื่อคุณสร้างนวัตกรรม คุณก็สร้างสิ่งที่ผิดพลาด สิ่งที่ดีที่สุดคือ คุณยอมรับความผิดพลาดนั้นอย่างรวดเร็ว และพัฒนามันในนวัตกรรมอื่นๆของคุณ5. จงเป็นมาตรฐานของคุณภาพ เพราะคนบางคนไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ความสุดยอดเป็นที่ต้องการ แจ๊คหม่า Jack Ma เจ้าของ Alibaba ถ้าไม่แน่จริงคงไม่สามารถสร้าง “Alibaba” เป็นอาณาจักรธุรกิจใหญ่ระดับโลก ส่วนตัวเองก็เป็นนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลและมหาเศรษฐีใจบุญ ที่คนรู้จักกันไปทั่ว กลายเป็น “ไอดอล” ที่หลายคนอยากเดินตามรอยความสำเร็จ มาดูกันว่า “Jack Ma” มีแนวการบริหารธุรกิจยังไงถึงพาตัวเองมายืน ณ จุดนี้ได้ แจ็คหม่า บอกว่า เคล็ดลับของ Alibaba คือ ต้องทำให้ความฝันมีชีวิตอยู่ตลอดเวลาอย่าสนใจเสียงแทรกเล็กๆ มีคนเคยบอกว่า Alipay เป็นความคิดที่ไร้สาระสิ้นดี แต่วันนี้เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาคิดถูกมุ่งเน้นและมุ่งเน้น ในฐานะ CEO ของบริษัทขนาดใหญ่ แน่นอนว่ามีโอกาสในการทำธุรกิจเข้ามาเยอะมากมาย และถ้าเขารับทุกโอกาส เขาอาจจะต้องเผชิญกับ 5,000 โอกาสต่อวันเลยทีเดียว แต่ในความเป็นจริงคือเขาจะรับแค่โอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเขาดีขึ้นเท่านั้น และปฏิเสธอย่างอื่นที่ไม่ใช่ หยุดบ่นและมองหาโอกาส แจ็ค หม่า บอกว่า คนเราสามารถหาโอกาสที่ซ่อนอยู่จากคำบ่นเหล่านี้ มองว่าจะแก้ปัญหาได้อย่างไร เพราะโอกาสมีอยู่เสมอ บิล เกตส์ (Bill Gate) – เจ้าพ่อ Microsoft 1. ชีวิตนี้ไม่ยุติธรรมนักหรอก ทำความเคยชินกับมันซะเถอะ2. โลกไม่ได้สนใจหรอกว่าคุณมั่นใจในตัวเองแค่ไหน แต่โลกนี้คาดหวัง “ความสำเร็จ” ที่เกิดจากความมั่นใจของคุณต่างหาก3. ไม่มีทางที่คุณจะทำเงินได้ปีละ 60,000 เหรียญ หรือเกือบ 2 ล้านบาท ทันทีที่คุณเพิ่งจบมัธยม และก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เป็นประธานบริษัทมีรถประจำตำแหน่งพร้อมโทรศัพท์ในรถส่วนตัวด้วย4. ถ้าคุณคิดว่า อาจารย์กำลังสอนบทเรียนอันน่าเบื่อ ก็ลองไปทำงานแล้วเจอกับเจ้านายดู แล้วคุณจะรู้ว่าอะไรน่าเหนื่อยอ่อนกว่ากัน5. มันเป็นเรื่องดีที่จะฉลองให้กับความสำเร็จ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการระมัดระวังบทเรียนของความล้มเหลว In this April 18, 2017 file photo, Facebook CEO Mark Zuckerberg speaks at his company's annual F8 developer conference in San Jose มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) 1. เอาชนะคนที่เคยดูถูกเราให้ได้… . โดยเฉพาะแฟนเก่า เพราะสมัยที่เรียน Mark Zuckerberg เคยถูกแฟนทิ้ง ตอนนั้น Mark ทำตัวเละเทะมากจนถูกแฟนเก่าตราหน้าว่าไม่มีวันสำเร็จ2. อย่าปล่อยให้คนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักคุณดี มาทำลายจุดยืนของคุณ Mark ไม่เคยสนใจคำครหาของใครๆที่เข้ามาดูถูกเขา หรือมองว่าเขาจะทำไม่ได้3....
Read More
มาทำความรู้จักกับคำว่า ตราสารหนี้ กันเถอะ

มาทำความรู้จักกับคำว่า ตราสารหนี้ กันเถอะ

ตราสารหนี้ คำนี้หลายๆคนที่เป็นนักลงทุนหรือชอบเล่นหุ้นคงรู้จักกันเป็นอย่างดีแล้ว แต่สำหรับผู้ที่กำลังสนใจเรื่องของหุ้นหรือธุรกิจอยู่ล่ะก็ อย่าพลาดบทความนี้เป็นอันขาด มันจะเป็นอย่างไรนั้น มาดูกันเลย ตราสารหนี้ คือ ตราสารทางการเงินที่ผู้ถือ (ผู้ลงทุน) มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ และผู้ออกมีสถานะเป็นลูกหนี้ โดยเจ้าหนี้จะได้รับผลตอบแทนในรูปของ “ดอกเบี้ย” อย่างสม่ำเสมอตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ และได้รับ “เงินต้น” คืนเมื่อครบกำหนดอายุตัวอย่างตราสารหนี้ที่พบเห็นทั่วไป เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรรัฐบาล และหุ้นกู้เอกชน เหตุผลที่ควรลงทุนเกี่ยวกับตราสารหนี้ + ตราสารหนี้มีอายุตั้งแต่ 1 วันไปจนถึง 20 ปี ระดับความเสี่ยงหลากหลายผู้ลงทุนเลือกได้ตามต้องการ + เมื่อลงทุนแล้วจะได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดๆตามที่ระบุไว้ในหน้าตั๋ว เหมาะกับผู้ลงทุนที่ต้องการรายได้แน่นอน สม่ำเสมอ + พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำแต่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า ดอกเบี้ยเงินฝากทั่วไป + ผู้ลงทุนในตราสารหนี้มีฐานะเป็น “เจ้าหนี้”ขณะที่ผู้ลงทุนในหุ้นมีฐานะเป็น “เจ้าของ”เจ้าหนี้จึงมีสิทธิได้รับเงินคืนก่อนเจ้าของเสมอ + ราคาและผลตอบแทนจากตราสารหนี้ จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับหุ้น จึงช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนโดยรวมได้เป็นอย่างดี + ผู้ลงทุนสามารถขายตราสารหนี้ก่อนครบกำหนดได้ ซึ่งสภาพคล่องในการซื้อขายอาจแตกต่างกันไปตามปริมาณและประเภทของตราสารหนี้นั้นๆ ดัชนีตราสารหนี้ ดัชนีตราสารหนี้ (Bond Index) เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามความเคลื่อนไหว ของตลาดตราสารหนี้ โดยราคาตราสารหนี้จะเป็นตัวสะท้อนภาวะของอัตราดอกเบี้ย ในตลาด กล่าวคือ หากอัตราดอกเบี้ยมีการปรับตัวลดลง ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น ในทางกลับกัน หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัว เพิ่มขึ้น ราคาของตราสารหนี้จะปรับตัวลดลง ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถใช้ดัชนีตราสารหนี้เป็น เกณฑ์มาตรฐาน (Benchmark) ในการเปรียบเทียบผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนของตนเองเมื่อเทียบกับตลาด ซึ่งอาจต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นควบคู่ ไปด้วย เช่น ประเภทตราสาร หรืออายุเฉลี่ย ของตราสารหนี้ (Duration) ฯลฯ ตราสารหนี้ภาครัฐ การจองซื้อประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนทั่วไปตราสารหนี้ที่ซื้อได้ : พันธบัตรออมทรัพย์ เงินลงทุนขั้นต่ำ : 1,000 บาท ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) : ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่ง (BBL / KBANK / KTB / SCB) การประมูล ประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนสถาบัน ตราสารหนี้ที่ซื้อได้ : พันธบัตรประเภทอื่นๆ เช่น ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ฯลฯ เงินลงทุนขั้นต่ำ : ไม่ระบุ ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) :  ธนาคารพาณิชย์ 14 แห่งบริษัทหลักทรัพย์ (บล. หรือโบรกเกอร์) 29 แห่ง วิธีการประมูล  ประมูลแบบแข่งขันราคา (Competitive Bid) ประมูลแบบไม่แข่งขันราคา (Non-Competitive Bid) ตราสารหนี้ภาคเอกชน การเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป(Public Offering : PO) ประเภทผู้ลงทุน : ผู้ลงทุนทั่วไป เงินลงทุนขั้นต่ำ : 50,000 – 100,000 บาท ตัวแทนจำหน่าย (Selling Agent) : ธนาคารพาณิชย์ หรือ บริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัทผู้ออก การจัดอันดับตราสารหนี้ : มี การเสนอขายให้แก่ผู้ซื้อในวงจำกัด(Private Placement : PP) ประเภทผู้ลงทุน :  ผู้ลงทุนสถาบัน หรือผู้ลงทุนรายใหญ่ ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจงไม่เกิน 10...
Read More
ไม่มีเวลาดูหุ้น ก็สามารถลงทุนได้

ไม่มีเวลาดูหุ้น ก็สามารถลงทุนได้

วันนี้เราจะมาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับคนไม่ค่อยมีเวลาดูหุ้น เราจะมาบอกเทคนิค ไม่มีเวลาดูหุ้น ก็สามารถลงทุนได้ แต่ก่อนจะรู้ เทคนิค ไม่มีเวลาดูหุ้น ก็สามารถลงทุนได้ เรามาทำความรู้จักกับหุ้นก่อน ทำความรู้จักกับหุ้นก่อน 📈 หุ้น คือ สิทธิ์ในความเป็นเจ้าของกิจการ ยกตัวอย่างเช่น หากเราลงเงินกับเพื่อนคนละครึ่งเพื่อเปิดร้านขายเสื้อผ้า เราจะมีสิทธิ์ในกิจการร้าน ขายเสื้อผ้านี้ครึ่งหนึ่ง คำว่าสิทธิ์นี่แหละที่เรียกว่าหุ้น หรือพูดง่ายๆก็คือหุ้นส่วน ให้เราจำกัดความสั้นๆเลย หุ้นก็คือหุ้นส่วนกิจการนั้นเอง เหตุผลที่เราจึงควรลงทุนในหุ้น 📊 ✒️ เริ่มต้นได้ด้วยเงินไม่มาก : ด้วยเงินหลักร้อยหลักพัน เราก็สามารถเป็นเจ้าของกิจการได้แล้ว ✒️ สภาพคล่องสูงกว่าทำธุรกิจด้วยตนเอง : การลงทุนในหุ้นเปิดโอกาสให้เราซื้อหรือขายหุ้นได้แทบจะตลอดเวลา เราในฐานะนักลงทุนจึงสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเจ้าของธุรกิจอะไรในช่วงเวลาไหน หรือในอีกนัยหนึ่งคือเราสามารถขายหุ้นออกไปได้ถ้าคิดว่าอนาคตของกิจการจะไม่ดี ต่างกับการทำธุรกิจส่วนตัว การขายกิจการทำออกไปได้ยากจนแทบเรียกว่าจะเป็นไปไม่ได้ ถ้าธุรกิจไปไม่รอด กว่าจะเลิกกิจการได้ก็อาจจะสูญเสียเงินไปมาก ✒️ ไม่ต้องบริหารธุรกิจเอง : หากเราต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจสักธุรกิจหนึ่ง ราอาจจะต้องทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจในการบริหารจัดการ ให้ได้ผลกำไรสูงที่สุด แต่สำหรับหุ้นแล้วไม่ใช่ เพราะเราสามารถปล่อยหน้าที่การบริหารกิจการให้เป็นของกรรมการบริษัท เราในฐานะเจ้าของมีหน้าที่เพียงติดตามการทำงานเท่านั้น หากการบริหารไม่มีประสิทธิภาพ อาจเสนอแนะได้ในการประชุมประจำปี หรืออาจขายหุ้นทิ้งเพื่อหาทางเลือกที่ดีกว่า ✒️ หุ้นสร้างผลตอบแทนได้ดี : ถ้าเลือกกิจการได้อย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว ในระยะยาวหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน โดยหุ้นจะให้ผลกำไรนักลงทุน 2 แบบด้วยกัน ดังนี้📍 กำไรจากส่วนต่างราคา : ซื้อหุ้นมาในราคาหุ้นละ 10 บาทและขายออกไปในราคาหุ้นละ 12 บาท แบบนี้นักลงทุนจะได้กำไร 2 บาทต่อหุ้น📍 กำไรจากเงินปันผล : โดยกิจการส่วนใหญ่จะมีการจ่ายเงินปันผลออกมาจากกำไรสุทธิ เราจะได้รับเงินที่ปันผลออกมาคล้ายได้รับดอกเบี้ยจากเงินฝากธนาคาร ซึ่งถ้ากิจการเติบโต เงินปันผลก็สามารถเติบโตได้อีกด้วย เทคนิค ไม่มีเวลาดูหุ้น ก็สามารถลงทุนได้ 📉 ✒️ ลงทุนแบบซื้อเฉลี่ยทุกเดือน : การเล่นหุ้นแบบ DCA (Dollar-Cost- Averaging) โดยซื้อหุ้นถัวเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ ในจำนวนเงินที่เท่า ๆ กันทุกงวด โดยไม่ต้องสนใจราคาในตอนนั้น เช่น หักทุก 10% ของเงินเดือนลงทุนในหุ้นไปเลยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้เราไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของราคาหุ้น เพราะมีการเฉลี่ยราคาจากการซื้อทุกเดือนอยู่แล้ว วิธีนี้จึงเหมาะกับมือใหม่และคนที่ต้องการออมหุ้นระยะยาว ที่สำคัญยังเป็นการฝึกวินัยในการลงทุนด้วย ให้ความรู้สึกที่เหมือนกับการที่เราออมเงินด้วยการหยอดกระปุกเป็นประจำก็ว่าได้ 📍 วิธีการ : เราเดินไปที่บริษัทหลักทรัพย์ ขอเปิดบัญชีซื้อหุ้นแบบถัวเฉลี่ย ศัพท์เทคนิคนิดหน่อยที่เขาใช้กันก็คือ DCA หรือ Dollar Cost Average ทางบริษัทหลักทรัพย์ก็จะทำการเปิดบัญชีให้เราง่ายนิดเดียว หรือจะสมัครแบบออนไลน์ก็ได้เข้าไปดูรายละเอียดในเว็บของบริษัทหลักทรัพย์ได้เลย หรือจะอ่านวิธีการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นใน Blog Gen C ก็มีให้อ่านหลายบทความนะครับ เริ่มต้นง่าย ๆ ทำไปทุกเดือน พอผ่านไปหลายปีเราจะเห็นมหัศจรรย์แห่งการทบต้น ✒️ ลงทุนแบบเน้นคุณค่า : การที่จะซื้อหุ้นแบบ DCA ประสบความสำเร็จดียิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือเราเลือกหุ้นพื้นฐานดีให้ได้ก่อน หรือที่มักเรียกกันว่า การลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ซึ่งเป็นการลงทุนระยะยาวกับหุ้นดีในราคาที่เหมาะสม ทำให้ไม่ต้องคอยพะวงกับราคาที่อาจผันผวนรวดเร็ว หลักการเบื้องต้นในการดูหุ้นพื้นฐานดี ควรเป็นบริษัทที่ไม่แกว่งตามภาวะตลาดมากจนเกินไป เป็นธุรกิจที่เติบโตมั่นคงต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาขาดทุน หนี้สินไม่เยอะ และสภาพคล่องดี ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราสามารถวิเคราะห์ได้จากประวัติผลการดำเนินงานย้อนหลังของบริษัทนั้น ๆ หรือหากใครไม่รู้ว่าจะเริ่มศึกษาจากหุ้นตัวไหนดี ก็สามารถเริ่มต้นจากหุ้นในกลุ่มดัชนี SET50 หรือ SET100 ก็ได้ เพราะเป็นการคัดกรองคร่าว ๆ จากตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วว่าเป็นกลุ่มบริษัทใหญ่ที่สภาพคล่องสูง ❌ ไม่เหมาะกับคนที่ชอบเทรดหุ้น หรือคนที่อยากเห็นกำไรเร็วๆ ❌ ✒️ มองหาหุ้นปันผล : ถ้าอยากได้ผลตอบแทนทุก ๆ ปี โดยไม่ต้องมาคอยเก็งกำไรส่วนต่างราคา หุ้นปันผลสามารถตอบโจทย์นี้ได้ เหมาะกับคนที่อยากลงทุนแบบสบาย ๆ ความเสี่ยงต่ำ และรับเงินปันผลสม่ำเสมอ หุ้นปันผลส่วนใหญ่มักเป็นบริษัทที่เติบโตมาระยะหนึ่งแล้ว จึงทำให้มีความมั่นคง แต่อาจจะไม่ได้หวือหวามากนัก โดยวิธีหาหุ้นปันผลควรพิจารณาจากบริษัทที่จ่ายเงินปันผลให้นักลงทุนสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกปี...
Read More
5 เคล็ดลับการเล่นหุ้น สำหรับมือใหม่

5 เคล็ดลับการเล่นหุ้น สำหรับมือใหม่

5 เคล็ดลับการเล่นหุ้น สำหรับมือใหม่ 5 เคล็ดลับการเล่นหุ้น สำหรับมือใหม่ เล่นอย่างไรให้ได้กำไร ทุกครั้งที่ได้ยินคนรอบตัว เพื่อนสนิทมิตรสหาย เริ่มพูดคุยกันว่า “อยากจะเริ่มต้นเล่นหุ้น” ทีไร บอกตรงว่าใจสั่นขึ้นมาทุกที เพราะใจหนึ่งก็รู้สึกดีใจที่คนหลายคนสนใจเรื่องการลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้กับตัวเอง แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกหวั่นๆ เพราะทุกครั้งที่เป็นแบบนี้ นั่นแปลว่าจะมี “มือใหม่” หลายคนที่ขาดทุนจนเข็ด และขยาดตลาดหุ้นกันไปเลยครับ ใครหลายคนมักจะตั้งคำถามว่า ถ้าอยากจะเล่นหุ้น ต้องมีอะไรบ้าง คำตอบสั้นๆ ง่ายๆ คือ ต้องมี “เงิน” เป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่สำคัญกว่าเงินที่เรามี นั่นคือ “ความรู้และความเข้าใจที่ถูกวิธีในการลงทุน” ต่างหากครับ การเล่นหุ้นให้ได้กำไรตลอดเวลานั้น เป็นไปได้ แต่ต้องทำตามเคล็ดลับดีๆ ทั้ง 5 ข้ออย่างเคร่งครัดนะครับ เอาล่ะ.. เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า เคล็ดลับในการเล่นหุ้นให้ได้กำไรทั้ง 5 ข้อนี้ มีอะไรบ้าง 1. เปลี่ยนคำว่าเล่นเป็นลงทุน สิ่งแรกเราต้องเข้าใจ ว่าความแตกต่างระหว่างของคำว่า “เล่นหุ้น” กับ “การลงทุนในหุ้น” นั่นคือ “เป้าหมาย“ ในการลงทุน เพราะคำว่า “เล่นหุ้น” นั้น มักจะหมายถึงการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นๆ  ซึ่งต้องการกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น แต่การลงทุนในหุ้น ต้องการความมั่นคงในระยะยาว โดยคาดหวังผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล หรือมูลค่าของหุ้นในอนาคต ดังนั้น สำหรับมือใหม่ทุกคน ขอแนะนำให้เริ่มต้นตั้งเป้าหมายที่การลงทุนระยะยาวเป็นลำดับแรก อย่าคิดที่จะซื้อขายเล่นๆ เพื่อหวังเก็งกำไร เพราะสุดท้ายแล้ว มักจะจบลงที่ลุ้นกันจนตัว “เกร็ง” ทุกทีเลยเชียว 2. ต้องใช้เงินเย็นเท่านั้น เงินเย็น คือเงินที่เราสามารถเสียไปโดยที่ไม่เดือดร้อน หรือพูดง่ายๆ คือเงินที่หายไปก็ไม่เสียดายนั่นเอง เพราะการลงทุนในหุ้นนั้นมี “ความเสี่ยง” ดังนั้นถ้าหากเราเอาเงินที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตไปเสี่ยง แบบนั้นคงไม่ดีใช่ไหมครับ แต่การใช้เงินเย็นก็ไม่ได้แปลว่าไม่เสี่ยงนะครับ จะเงินร้อน เงินเย็น เงินคนอื่น เงินแบบไหนมันก็เสี่ยงทั้งหมด เมื่อมาลงทุนในหุ้น แต่ข้อได้เปรียบของเงินเย็น คือเป็นเงินที่ไม่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในทุกวัน แต่มันอาจจะเจ็บใจเล็กน้อยเมื่อขาดทุน เพราะหลายๆ ตัวอย่างที่ผิดพลาดและขาดทุนแบบสุดกู่ ไปไม่กลับหลับไม่ตื่น คือใช้เงินกู้ในการเล่นหุ้น พอเล่นแล้วเสีย คราวนี้ก็เพลียกว่าเดิมเพราะต้องมีภาระทั้งดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายในชีวิตอีกด้วยครับ นอกจากเงินเย็นแล้ว สิ่งแรกที่ควรต้องมีก่อนจะเริ่มลงทุน คือ เงินออม โดยอย่างน้อยต้องมีเงินออมไว้จำนวน 3-6 เท่า ของรายจ่าย เผื่อไว้สำหรับเหตุฉุกเฉินและไม่คาดฝันด้วยครับ 3. รู้จักหุ้นให้ดีเสียก่อน คำว่ารู้จักหุ้นให้ดีเสียก่อน ไม่ได้แปลว่าให้ไปทำความรู้จัก สวัสดีทักทายหุ้นที่เราต้องการลงทุนนะครับ แต่ให้รู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นที่เราเลือก ประกอบธุรกิจอะไร มีผลการดำเนินงานอย่างไร ข้อมูลต่างๆ บทวิเคราะห์ ข่าว ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ และอื่นๆ อีกมากมายที่เราต้องรู้ ถ้าถามว่ารู้แค่ไหนดี บอกตรงๆ ว่ารู้ยิ่งเยอะยิ่งดีครับ และเมื่อรู้เยอะแล้ว ต้อง “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ” ข้อมูลให้เป็นด้วย เพื่อที่จะได้เข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างถูกต้อง ข้อผิดพลาดใหญ่ๆ ที่มือใหม่เจอเสมอ นั่นคือ “หุ้นเพื่อนบอก” เพื่อนเรานี่แหละครับตัวดี บอกข่าวมาว่าหุ้นตัวนี้ดีๆๆ ให้เรารีบๆ ซื้อ แถมบอกราคาเป้าหมายไว้เสร็จสรรพ แต่ถ้าเราซื้อไปโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลอะไรเลย แต่รีบซื้อเพราะกลัวว่าจะ “ตกรถ” (หุ้นขึ้น แต่ไม่ได้ซื้อ) แต่พอเอาเข้าจริงๆ ผ่านไปสักพัก เรากลับ “ติดดอย” แทน เพราะว่าเจ้าเพื่อนตัวดีมันไม่เคยบอกเลยว่า ราคาที่เหมาะจริงๆ ของหุ้นตัวนี้คือเท่าไรกันแน่ คำที่น่ากลัวอีกคำ คือ “วงใน” หรือ “เค้าว่ามา” รับประกันเลยว่า ถ้าข่าวหลุดมาถึง “มือใหม่” เมื่อไรแล้วล่ะก็ ข่าวนั้นคงไม่ใช่ “วงใน” แล้วล่ะครับ 4. รู้จักตัวเราให้ดีพอ รู้ก่อนว่า เรารับความเสี่ยงได้มากแค่ไหนกันแน่ เพราะบางคนเล่นหุ้นเพราะหวังกำไรเยอะๆ แต่รับความเสี่ยงไม่ได้ ผลสุดท้ายต้องทรมานจิตใจแทน ดูเช้า ดูเย็น ดูทั้งวัน งานการไม่ได้ทำเพราะกลัว อันนี้ก็ไม่ไหวนะครับ อีกอย่างที่สำคัญ และต้องทบทวนตลอดเวลา นั่นคือ...
Read More
พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond)

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) กระแสของการออม เพื่อให้เงินงอกเงย ดีกว่าเก็บแช่เป็นเงินเย็น ที่ไม่ได้ผลิดอกออกผล  จนทำให้ มนุษย์เงินเดือนและผู้ประกอบธุรกิจทั้งหลาย หาหนทางให้เงินที่หามาได้นั้น เพิ่มพูนขึ้น และเป็นที่มาของการนำเงิน ไปลงทุนในหลาย ๆ รูปแบบที่สถาบันการเงินต่างนำเสนอ ทั้งการฝากประจำปลอดภาษี ที่ได้ดอกเบี้ยมากกว่าฝากประจำทั่วไป แถมยังปลอดภาษีอีกด้วย หรือจะเป็นการลงทุนในหุ้นที่แม้ตอนนี้ จะมีความผันผวนสักหน่อยแต่ก็ยังเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นักลงทุนนิยมกัน ในขณะที่อีกหลายคนก็ขอเลือกลงทุนในกองทุนรวม ที่มีนำเสนอให้เลือกลงทุนตั้งแต่ระดับความเสี่ยงต่ำ ไปจนถึงความเสี่ยงสูง  แต่ยังมีอีกรูปแบบการลงทุนหนึ่งที่อยากจะแนะนำ นั่นคือ การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ทำความเข้าใจก่อนลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล สำหรับใครที่กำลังเล็ง ๆ อยู่ว่าจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลดีไหม มาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อน ว่าพันธบัตรรัฐบาลคืออะไร ตราสารหนี้รัฐบาล ออกโดยหน่วยงานของรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ ผู้ซื้อหรือนักลงทุน มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ที่ได้รับการชำระหนี้และผลประโยชน์อื่น ๆ เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผล จากลูกหนี้คือรัฐบาลหรือหน่วยงานที่ออกพันธบัตรนั้น ๆ จะเห็นว่า การลงทุนในพันธบัตรนั้น จะเข้าใจได้ง่ายตรง ๆ ไม่ซับซ้อน เข้าใจยากเหมือนการลงทุนแบบอื่น ๆ แล้วทำไมพันธบัตรรัฐบาล ถึงน่าลงทุน เพราะว่าความเสี่ยงต่ำ เงินต้นไม่หาย ได้รับผลตอบแทนดีกว่า ฝากออมทรัพย์หรือฝากประจำ  ได้รับผลตอบแทน เป็นอัตราดอกเบี้ยตามสัญญากำหนด ระยะเวลาลงทุน ไม่นานมาก เช่น 3 ปี 5 ปี 7 ปี เพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น เช่น ซื้อพันธบัตรมาเก็บไว้ จนถึงเวลาที่ต้องไถ่ถอน ตามกำหนดสัญญาก็จะได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยรายปี ปีละประมาณ 3% แต่อย่างที่บอกว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงทุน ดังนั้น ก็ยังคงมีความเสี่ยงและเงื่อนไขการลงทุนที่ต้องศึกษาอยู่ดีครับ เรามาค่อย ๆ ดูกันว่ามีอะไรบ้าง ประเภทของพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรตั๋วเงินคลัง มีความมั่นคงสูงที่สุด เพราะออกโดยกระทรวงการคลัง ความเสี่ยงจึงมีน้อย แต่ก็จะได้รับผลตอบแทนต่ำ ตามไปด้วย ตั๋วเงินคลังไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย แต่ใช้วิธีขายต่ำกว่าเพื่อให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ระยะเวลาไถ่ถอน ไม่เกิน 1 ปี และไม่ได้รับดอกเบี้ย พันธบัตรตั๋วสัญญาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ ออกโดยสถาบันการเงิน เพื่อระดมทุนช่วยเหลือ ฟื้นฟูกองทุน และพัฒนาสถาบันการเงิน มีความเสี่ยงมากกว่า ตั๋วเงินคลัง ให้ผลตอบแทน ด้วยวิธีขายต่ำกว่าราคาหน้าตั๋ว แต่ไถ่ถอนคืนเต็มราคา ระยะเวลาไถ่ถอน ภายใน 6 เดือน และไม่ได้รับดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาล เราคุ้นเคย กับพันธบัตรประเภทนี้มากที่สุด ที่ออกโดยรัฐบาล เพื่อระดมทุนไปใช้ในการบริหารประเทศ ลดการขาดดุล ทางการเงิน ถือเป็นตราสารหนี้ระยะยาว ระยะเวลาไถ่ถอน มากกว่า 1 ปี และได้รับ ดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง พันธบัตรออมทรัพย์ เป็นการซื้อพันธบัตร เพื่อออมทรัพย์ โดยจะขายให้กับบุคคลทั่วไป และองค์กรไม่แสวงหากำไร ในสังกัดของรัฐบาล ระยะเวลาไถ่ถอน 1 ปี ขึ้นไป และได้รับ ดอกเบี้ยปีละ 2 ครั้ง สิ่งที่ต้องแบกรับ ความเสี่ยง...
Read More