ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19

ลงทุนอะไรดี ในช่วงวิกฤต Covid-19 ในช่วงวิกฤตการณ์แบบนี้ นักลงทุนหลายๆท่านคงจะหุ้นตก หุ้นร่วงกันระนาว เพราะสถานการณ์ ระบาดอย่างหนัก ของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก จนถึงตอนนี้ ถือได้ว่าซาลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีข่าวว่าพบผู้ติดเชื้ออยู่เรื่อย ๆ แล้วเราจะลงทุนกับหุ้นตัวไหนดีล่ะ จึงจะมีกำไร และมีความเสี่ยง ที่จะขาดทุนน้อยที่สุด

ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาส

ทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ แต่โอกาสนั้น มักจะเป็นของคนที่มีความรู้พร้อมรับมือ และสามารถที่จะฉวยโอกาส จากเหตุการณ์ ที่ไม่ปกติเช่นตอนนี้ได้ หากเกิดวิกฤตแต่เราเองไม่มีความรู้ หรือไม่สามารถนำตัวเองออกมาจากศูนย์กลางของวิกฤตได้ทัน นั่นอาจจะกลายเป็นวิกฤตของเราเอง

ไวรัส Covid-19 นั้น เป็นโรคระบาดที่สามารถระบาดจากคนสู่คนได้ คาดว่าจุดกำเนิดนั้นเกิดขึ้น จากการติดเชื้อระหว่างสัตว์ป่าสองสายพันธ์ุ ณ ตลาดค้าขายเนื้อสัตว์ป่าในประเทศจีนความน่ากลัวของ Covid-19 นั้นไม่ใช่ความรุนแรง และอัตราการเสียชีวิตของคนได้ แต่เป็นความสามารถในการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และไร้ร่องรอย ทำให้มันสามารถแพร่ระบาดไปในวงกว้างได้อย่างง่ายดายโดยที่มนุษย์ไม่สามารถตั้งมือรับและควบคุมการระบาดได้ทัน

ในช่วงเดือนมกราคม พี่ผ่านมานั้น ได้มีข่าวการแพร่ระบาดครั้งแรก ของไวรัสชนิดนี้ในเมืองหนึ่งของประเทศจีนการระบาดส่วนใหญ่ ในช่วงเดือนแรกของปีนั้น อยู่ในประเทศจีนเป็นหลัก ส่วนเหตุการณ์ ที่น่าจะเป็นตัวจุดชนวน ให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ก็น่าจะเป็นเทศกาลตรุษจีน

และเนื่องจากไวรัสชนิดนี้ ใช้เวลาตั้ง 14 วันในการฟักตัว และทำให้ผู้ติดเชื้อเริ่มแสดงอาการ ทำให้ ไม่มีใครระมัดระวังในการป้องกันในช่วงแรก ๆ จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื้อง จากวันละหลักร้อยจนกลายเป็นวันละหลายพันเคส ทำให้จีนต้องสั่งปิดเมืองอย่างเด็ดขาดเพื่อควบคุมไม่ให้เชื้อถูกแพร่ออกไปนอกประเทศ

ทุกๆ อย่างนั้น ดูเหมือนจะเริ่มดีขึ้นเมื่อประเทศจีน ได้สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ โดยดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อ ที่เริ่มคงที่จะลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความหวังก็ต้องหมดไป เมื่อโรคนี้เริ่มแพร่ระบาดเข้าสู่ต่างประเทศ โดยประเทศที่ได้รับการแพร่ระบาดหนักต่อมา คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้นั่นเอง

เกาหลีใต้ เป็นประเทศที่สามารถรับมือ กับสถานการณ์ได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้จะมีข้อผิดพลาดในช่วงแรกจากเหตุการณ์ Super Spreader แต่ท้ายที่สุดยอด ผู้ติดเชื้อนั้น ก็ได้เริ่มเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง

ในระหว่างที่จำนวนผู้ติดเชื้อ ก็มีเกิดขึ้นบ้างในประเทศฝั่งยุโรป และอเมริกา ซึ่งจำนวนนัน้ค่อนข้างที่จะน้อย และดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะความประมาทเป็นเหตุ ทำให้ประเทศเหล่านี้ ไม่ได้มีการรับมืออย่างจริงจัง จนจำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มเพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องจนถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้

จากเคสผู้ติดเชื้อ Covid-19 ที่เพิ่มวันละหลักพันคน กลายมาเป็นวันละหลักหมื่นคน และขึ้นไปถึงจุดสูงสุดถึงหลักแสนคนคนเลยทีเดียว อัตราการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อในฝั่งยุโรปนั้น สูงกว่าที่จีนอย่างมาก ยิ่งจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น ความสามารถในการรองรับของโรงพยาบาลก็ต่ำลงไปด้วย

ผู้ป่วย ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ทุกคน บุคลากรทางการแพทย์จำเป็นที่จะต้องเลือกว่าผู้ป่วยระดับไหน ที่มีสิทธิ์ที่จะเข้ามาพักในโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษา ผู้ป่วยบางคนที่อาการเกินระดับที่จะรักษาได้ ก็จะต้องถูกเลือกปล่อยให้เสียชีวิตลง

ในช่วงเดือนมีนาคม 2563 เป็นช่วงที่มีอัตราการแพร่ระบาด เพิ่มขึ้นอย่างเท่าทวีคูณ ทำให้ประเทศต่าง ๆ เริ่มมีการปิดประเทศ และปิดเมืองเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส

ถึงแม้ว่าการปิดเมือง จะส่งผลดีต่อการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจนั้น รุนแรงมหาศาล เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งภายในประเทศ และระหว่างประเทศนั้นหยุดชะงักลง

ยิ่งการปิดประเทศกินระยะเวลานานเท่าไหร่ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการเงินที่สะสมไว้ใต้พรมของแต่ละประเทศ ก็ยิ่งถูกเปิดออกมามากเท่านั้น นี่เป็นความเสี่ยงที่ยิ่งใหญ่ เพราะหากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้น หลาย ๆ สถาบันอาจจะล้มลง และเกิดผลกระทบแบบโดมิโน

ประเทศที่น่าจับตามอง คือประเทศอิตาลี ซึ่งมีการแพร่ระบาดในระดับสูง การที่อิตาลี มีการแพร่ระบาดสูง จนทำให้ต้องปิดประเทศ ก็อาจจะเป็นตัวชนวนให้เกิดอะไรอื่น ๆ ตามมาหรือไม่ เพราะอิตาลี เองก็มีหนี้ภาครัฐสูงเป็นอันดับ 2 ของ EU รองจาก Greece

ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 นั้นเป็นช่วงเวลาที่มีข่าวดีเกิดขึ้น ไม่ใช่การแพร่ระบาดได้หยุดลงแล้ว แต่เป็นการอัดฉีดเม็ดเงิน เข้าสู่ระบบจำนวนมหาศาลทั่วโลก แน่นอนว่าการอัดฉีดเงินจำนวนมากเท่านี้ จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่อย่างน้อยก็เป็นการปิดความเสี่ยงเรื่องการล้มลงของสถาบันใหญ่ ๆ และทำให้ระบบยังสามารถดำเนินต่อไปได้นั่นเอง

พูดภาษาชาวบ้านได้ว่า “ขอไปตายเอาดาบหน้า” ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน 2563 เป็นภาวะที่ดูน่ากลัวเป็นอย่างมากสำหรับเศรษฐกิจโลก จนหลาย ๆ คนเริ่มมองแง่ร้ายถึงขนาดการล่มสลายของทุนนิยม

ระบบทุนนิยมนี่มันงูกินหางตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกวัน มันคงไม่แปลกถ้าจะถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง ใช่ค่ะ มันดูน่ากลัว แต่ก็กลับมามองบริษัทแต่ละแห่ง ในตลาดหุ้นแล้ว ต่อให้ทุนนิยมจะถึงเวลาเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จริง ๆ แต่บริษัทเหล่านี้จะหมดมูลค่าหรือไม่?

  1. 7-11 ก็ยังเปิดอยู่ทุกวัน และจะต้องมีผู้ผลิตสินค้า เข้ามาขายในร้าน
  2. ค้าปลีกประเภทอื่น ๆ หรือห้างสรรพสินค้า ก็ยังต้องเปิดให้คนเข้ามา รับความบันเทิงและทำกิจกรรมต่างๆ
  3. คนทุกคนยังต้องพยายามทำมาหากิน
  4. ร้านอาหารยังต้องเปิด เพราะเราจะต้องทานอาหาร
  5. ธุรกิจอสังหาฯ ที่ว่าแย่ ๆ ก็ยังต้องสร้างให้คน Real Demand ซื้ออยู่อาศัย
  6. โรงพยาบาล ก็ยังต้องเปิดรักษาผู้ป่วย
  7. โรงเรียน ก็ยังต้องเปิด ให้เด็กเข้ามาศึกษาหาความรู้
  8. ตึกสำนักงาน ก็ยังต้องเปิด และมีผู้เช่า เพราะธุรกิจต่าง ๆ ต้องดำเนินการต่อไป
  9. อีกหลาย ๆ อย่างต้องดำเนินต่อไป เพราะว่ามันเป็นแบบนี้ มาตั้งแต่มนุษย์เริ่มกำเนิดขึ้นบนโลก

เมื่อตั้งสติได้แบบนี้ เราจะเห็นว่า จริง ๆ แล้วบริษัทต่าง ๆ นั้นมีมูลค่าในตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาราคาหุ้นในตลาด ราคาหุ้นจะสะท้อนมูลค่าที่นักลงทุนให้ แค่ในช่วงนี้นักลงทุนกลัวจนไม่กล้าให้มูลค่าสินทรัพย์ ขนาดทองที่ว่าแน่ยังไม่กล้าให้ค่าสูงมากเลย กลับเลือกที่จะถือเงินสดแทน

เราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่นักลงทุนจะกลับมา ให้มูลค่าสินทรัพย์ต่าง ๆ อีกครั้งโดยเฉพาะหุ้น นั้นก็เป็นสิ่งที่เราต้องรู้จักรอคอย เพราะอย่างน้อย เราก็รู้ว่าธุรกิจต่าง ๆ มันมีมูลค่าในตัวมันเอง อย่างน้อยเงินปันผล ที่ได้รับก็เป็นเครื่องยืนยันว่าเงินลงทุนของเรา ได้สร้างผลตอบแทนอย่างแท้จริง ตราบเท่าที่บริษัท ยังแข็งแกร่ง และดำเนินงานต่อไปได้

การรอคอยในครั้งนี้ เชื่อว่าจะให้โอกาส แก่คนที่มองเห็นอย่างมาก ตอนนี้หุ้นถูกเกือบทุกตัว เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แต่ไม่ใช่ทุกตัวจะให้โอกาสที่ดีที่สุดนั่นเอง

4 Theme ที่เราสามารถเลือกลงทุนได้ หลังวิกฤตเริ่มมีสัญญาที่ดีขึ้น

  1. หุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย แต่ราคาลงมาเยอะ
  2. หุ้นที่ได้รับผลกระทบชั่วคราว และราคาลงมาเยอะกว่าตลาดอย่างมาก
  3. หุ้นใหญ่ SET50 ที่ราคาลงมาเยอะ และปันผลสูงกว่า 5 เปอร์เซ็น
  4. หุ้น Super Stock ที่จะโตได้ 10 เท่าในทศวรรษต่อ ๆ ไป

ซึ่งทั้งหมด ข้อ 4 นี้ ดูจะยากสุด เพราะต้องอาศัยจินตนาการสูงมาก ๆ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาเลยค่ะ เพราะเราไม่ควรซื้อหุ้นตัวเดียวเข้าพอร์ทอยู่แล้วนั่นเอง แนวทางที่ดี ในสถานการณ์แบบนี้ก็คือ การกระจายอย่างน้อย 5-6 หุ้น เข้ามาในพอร์ท ซึ่งหุ้นแต่ละตัว ควรจะอยู่ภายใต้ 1 ใน 4 Theme ที่กล่าวไป

จะดีที่สุดถ้าเราผสมได้อย่างลงตัว ในแต่ละ Theme และจะต้องกระจายอุตสาหกรรมด้วยนะคะ ส่วนงบ Q1 ก็คิดว่าน่าจะออกมาไม่ดี ตามที่ทุกคนรู้ ก็ลองดูปฏิกิริยาของตลาดหุ้นช่วงนั้น ก็ได้นะคะ ว่าจะเป็นอย่างไร ตลาดหุ้นลงมาลึกมากภายในไม่ถึงเดือน และก็คงไม่ได้ขึ้นง่าย ๆเป็นตัว V-Shape เนื่องจากยังมีปัญหาใต้พรมอีกมากมาย ที่ยังไม่ได้ถูกเปิดออกมา

ท้ายที่สุด Covid 19 จะผ่านไป เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่ไม่เคยยอมแพ้ ต่อฟ้าดินนั่นเองค่ะ ระหว่างรอนั้น เราก็รับปันผลไปพลาง ๆ กันก่อนค่ะ ช่วงนี้ก็จะต้องติดตาม Covid-19 และผลกระทบอย่างใกล้ชิด และประเมินสถานการณ์เป็นรายวันต่อไป

Steven Spielberg (สตีเวน สปีลเบิร์ก) ผู้กำกับหนังอันดับ 1 ตลอดกาล ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอเมริกัน มือเพชร ผู้สร้างหนัง สปีลเบิร์กรับรางวัลออสการ์กว่า 3 ครั้ง รายได้จากการกำกับภาพยนตร์ของเขานั้น รวมมากกว่า 10,504 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เขาอยู่อันดับที่ 1 จากผู้กำกับที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก

บทความที่น่าสนใจ : ภาวะตลาดตราสารหนี้ไทย